คำกล่าวนำสมุดเยี่ยมชม
คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้สมุดเยี่ยมชม


ศธ.จัดสัมมนาแนวทางขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา \\\\\\\"สี่ใหม่\\\\\\\" อย่างเป็นรูปธรรม

โรงแรม Pullman Bangkok King Power  - นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ  น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหาร นักการศึกษาชั้นนำของประเทศ ร่วมประชุมสัมมนา เรื่อง แนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา "สี่ใหม่" อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓





รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า ความก้าวหน้าการปฏิรูปการศึกษาช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมาว่า มีความก้าวหน้าหลายเรื่อง และมีหลายส่วนที่ต้องนำไปสู่เป้าหมายที่จะสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในการปฏิรูปการศึกษารอบสอง โดยเฉพาะต้องการเห็นการพัฒนาครูยุคใหม่ให้มีศักดิ์ศรี มีการพัฒนาสถานศึกษาให้รองรับตอบโจทย์ ๒ ข้อ คือ กรอบตามมติ ครม.ที่จะเน้น "สี่ใหม่" คือ ๑) การพัฒนาคุณภาพคนไทยยุคใหม่ ๒) การพัฒนาครูยุคใหม่ ๓) การพัฒนาสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ใหม่ ๔) การพัฒนาการบริหารจัดการใหม่ และกรอบความคิดเชิงนโยบายองค์รวม และนโยบายส่วนปฏิบัติที่จะเติมเต็ม Model อย่างไรให้เข้าสู่การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป





ทั้งนี้ ดีใจที่ครูในชนบทและทุกท่านในที่นี้ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ยืนยันจะมุ่งมั่น ซื่อสัตย์ที่จะทำงานร่วมกันในการขับเคลื่อน เพราะหากทุกท่านร่วมวางรากฐานเพื่อเปลี่ยนแปลงแล้ว เชื่อมั่นว่าจะสามารถเดินไปสู่เป้าหมายและทิศทางเดียวกัน ตนในฐานะ รมว.ศธ.จะพยายามแปลเป้าหมาย พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ ในเชิงยุทธศาสตร์ในเวลาที่ค่อนข้างจำกัด รวมทั้งนโยบายของ ศธ. โดยจะไม่เปลี่ยนแปลงตามรัฐมนตรีที่เข้ารับตำแหน่ง





รมว.ศธ.ได้ฝากประเด็นนโยบาย ๘ ข้อที่จะมีส่วนในการปฏิรูปการศึกษา คือ ๑) การขับเคลื่อนสมัชชาการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองเพื่อส่งสัญญาณว่าการศึกษาจะเป็นธงนำในการพัฒนาประเทศทุกด้าน ๒) โครงการเรียนฟรี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ ๓) การสร้างโรงเรียนดีประจำตำบล ๔) การพัฒนาการศึกษาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ๕) การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ราคาถูก คือ กศน.ตำบล ๖) ารพัฒนาครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา หรือ NedNet ๗) การสร้างขวัญกำลังใจครู ๘) การพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์




น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รมช.ศธ. กล่าวว่า ในช่วง ๑ ปีที่ผ่านมา ตนได้ให้ความสำคัญต่อการปฏิรูปการศึกษาโดยเข้าร่วมประชุมเรื่องนี้ทุกครั้ง และเมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีทั้ง ๓ ท่านได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีเพื่อหารือกันในเรื่องการปฏิรูปการศึกษา โดยมองการศึกษาในระบบ เริ่มตั้งแต่ระดับปฐมวัย ที่ ศธ.ต้องสนับสนุนงบประมาณ ทำงานอย่างใกล้ชิดกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ระดับประถมศึกษา ถือเป็นหน้าที่โดยตรงของ ศธ.ที่ต้องติดตามในเรื่องต่างๆ เช่น การเตรียมเรื่องกำลังคน การติดตามประเมินผลอัตรากำลังครู โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งมีอัตราส่วนครู ๑ คนต่อนักเรียน ๕ คน ในขณะที่โรงเรียนขนาดใหญ่มีอัตราส่วนครู ๑ คนต่อนักเรียน ๓๐-๔๐ คน ซึ่งต้องมาแก้ไขให้ชัดเจน เพื่อพัฒนาคุณภาพโรงเรียนตั้งแต่ระดับจังหวัดลงไปสู่ระดับตำบล ระดับมัธยมศึกษา จะต้องมองเรื่องการวางแผนผลิตกำลังคน ต้องมีความร่วมมือในการแนะแนวการศึกษาต่อแก่นักเรียนอย่างชัดเจนตั้งแต่ ม.๑ ขึ้นไป เพื่อให้นักเรียนเลือกเรียนตามความถนัด โดยเฉพาะการเลือกเรียนสายอาชีวะที่จะเน้นการพัฒนา Skill Force ที่ต้องตอบโจทย์การผลิตของภาคอุตสาหกรรมเพื่อการพัฒนาประเทศได้ ดังนั้นการเรียนระดับขั้นพื้นฐานจะต้องคำนึงถึงการเคลื่อนย้ายการเรียนไปยังระดับอาชีวศึกษาอย่างชัดเจน ระดับอาชีวศึกษา ช่วง ๒ ปีที่ผ่านมาเราเห็นตัวเลขการเติบโตในภาคอุตสาหกรรมที่ชัดเจนแล้ว แต่การใช้งบประมาณระดับอาชีวศึกษายังไม่สอดคล้องชัดเจนตามแผนพัฒน์ นอกจากนี้เป้าหมายที่จะนำผู้เรียนมาสู่อาชีวะยังไม่เป็นไปตามแผนพัฒนาของภาคอุตสาหกรรม จึงควรปรับการพัฒนาการเรียนการสอนอาชีวะให้มุ่งสู่ Demand-Supply เพื่อให้คนมีงานทำ ไปสู่การประกอบอาชีพที่ต้องมี Skill Work ที่จะต้องแบ่งตาม ๗๓ คลัสเตอร์กลุ่มวิชาต่างๆ อย่างชัดเจน เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่จะต้องสอนตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการวิจัย ที่ไม่ใช่แบ่งสถาบันการผลิตตามกลุ่มจังหวัด แต่ต้องมองความเข้มแข็งของกลุ่มอุตสาหกรรมเป็นหลัก โดยอาจจะมีสถาบันเฉพาะ เช่น สถาบันข้าว กลุ่มปศุสัตว์ กลุ่มยานยนต์ เป็นต้น ระดับอุดมศึกษา วันนี้เรามีการผลิตผู้เรียนในเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ เราจึงต้องมาดูการผลิตคนให้ตรงกับสาขาวิชาที่ต้องการ เพื่อไม่ให้จบออกไปว่างงาน ดังนั้นจะต้องขอความร่วมมือมหาวิทยาลัยในการรับนักเรียนเข้าเรียนด้วย




ในเรื่องครูนั้น ได้มีความเห็นร่วมกันว่าการผลิตครูไม่ควรผลิตเพียงเพื่อทดแทนอัตราว่างจากการเกษียณเท่านั้น แต่ต้องพัฒนาครูอย่างเป็นระบบ เช่น การผลิตครูพันธุ์ใหม่ที่ต้องตั้งเกณฑ์ไว้สูง เพื่อดึงคนที่เข้ามาเป็นครู จะต้องเก่งและดี  โครงการคืนครูสู่นักเรียน  การปรับปรุงคุณภาพชีวิตครู ต้องเพิ่มฐานเงินเดือนครูบรรจุใหม่ให้สูงขึ้น มีการปรับโครงสร้างหนี้ครู เป็นต้น ส่วนพนักงานราชการหรือครูอัตราจ้างก็เป็นเรื่องที่น่าห่วง เพราะเกรงว่าจะทำให้คนกลุ่มนี้ไม่มีกำลังใจ จึงควรกำหนดสัดส่วนเพื่อบรรจุพนักงานราชการหรือครูอัตราจ้างให้เป็นข้าราชการครูไว้อย่างเหมาะสมด้วย สำหรับในเรื่องวิทยฐานะ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเกณฑ์การประเมิน เพื่อมุ่งการพัฒนาครูและผู้บริหารสถานศึกษาไปที่คุณภาพของผู้เรียนมากกว่าเรื่องของตัวเอง ซึ่งจะต้องเพิ่มในเรื่องธรรมาภิบาลด้วย.


*********************************************









(ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม 2546)


โดย นายปองพล อดิเรกสาร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ



               
ผมเคยตั้งคำถามให้กับตัวเองว่าการศึกษาคืออะไร และได้ให้คำตอบว่าการศึกษาคือการเรียนรู้ศิลปศาสตร์ ที่จะให้มนุษย์แต่ละคนสามารถอยู่รอดและดำรงชีวิตอยู่ได้ในแผ่นดิน

               ดังนั้น จึงจำเป็นที่ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของพื้นแผ่นดินและสังคมที่ตนอาศัยอยู่ ทำอย่างไรจะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ธรรมชาติได้สร้างไว้ให้ ทำอย่างไรจะดำรงชีพอยู่ในสังคมที่มีทั้งการพัฒนาและการแข่งขันกันตลอดเวลาทั้งในประเทศและต่างประเทศ มนุษย์จึงต้องเริ่มต้นโดยการเรียนรู้ด้วยตนเองจากสิ่งและบุคคลใกล้ตัวก่อน เมื่อไม่เพียงพอจึงต้องแสวงหาความรู้เพิ่มเติมจากผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์มากกว่า

               เมื่อมารับผิดชอบการศึกษาของชาติในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผมจึงต้องมีแนวทางที่สามารถกำหนดเป็นนโยบายการศึกษาได้อย่างชัดเจนให้สอดคล้องกับแผ่นดินไทย สังคมไทย และสังคมโลก และแนวทางดังกล่าวต้องสอดคล้องหรือไม่ขัดแย้งกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ซึ่งถือเป็นแม่บทของการปฏิรูปการศึกษา ผมเชื่อว่าหัวใจของการศึกษาคือจะให้เด็กเรียนอะไร ใครสอน และสอน/เรียนอย่างไร การจะให้เรียนอะไรและสอน/เรียนอย่างไรซึ่งจะชี้ไปถึงใครสอนด้วยนั้นมีกำหนดไว้ในมาตรา 23 และมาตรา 24 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำหลักสูตรของการศึกษาขั้นพื้นฐานขึ้นโดยจัดให้มี 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้สอดคล้องกับมาตรา 23 คือภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สุขศึกษา และพลศึกษา ศิลป การงานอาชีพและเทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศ

                นโยบายการศึกษาของผมจะนำ(5) ของมาตรา 23 มาเป็นจุดมุ่งหมายหลักของการศึกษาคือให้
"ความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพและการดำรงชีพอย่างมีความสุข" โดยเน้นเรื่องอาชีพเป็นหลัก และให้นโยบาย "เรียนรู้สู่อาชีพ" ซึ่งตั้งเป้าหมายไว้ว่าคนไทยทุกคนที่จบการศึกษาตั้งแต่มัธยมปลาย อาชีวศึกษา จนถึงอุดมศึกษาต้องมีความรู้ที่นำไปประกอบอาชีพได้ มีงานทำ หรือประกอบธุรกิจสร้างรายได้มาเลี้ยงตนเองและครอบครัว และเป็นพลังที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

                นโยบายดังกล่าวจะเริ่มที่การจัดให้มีแผนการศึกษาของจังหวัดให้เหมาะสมกับข้อดี ข้อด้อย และอาชีพของประชากรในจังหวัดนั้น เพราะแต่ละจังหวัดจะมีข้อแตกต่าง แม้แต่ในจังหวัดเดียวกันที่แบ่งเป็นหลายเขตพื้นที่การศึกษา เขตแต่ละเขตก็อาจมีข้อแตกต่างกันได้ ผมมอบให้สำนักงานสภาการศึกษารับผิดชอบในการจัดทำแผนดังกล่าวโดยให้สถาบันศึกษาของทั้งรัฐและเอกชนที่ตั้งอยู่ในจังหวัดนั้นหรือในพื้นที่ใกล้เคียงที่สุดเป็นผู้จัดทำแผนการศึกษาระดับจังหวัด ส่วนในระดับเขตพื้นที่การศึกษานั้นควรมอบให้กลุ่มนโยบายและแผนของสำนักงานเขตฯเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งจะทำให้ได้แผนการศึกษาที่สอดคล้องกับความเป็นจริงของพื้นที่และกับมาตรา 39 ซึ่งกำหนดให้กระทรวงกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาทั้งด้านวิชาการ งบประมาณ และการบริหารงานบุคคลและการบริหารทั่วไปไปยังเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาในเขตโดยตรง

                นโยบายของผมคือการเตรียมความพร้อมให้กับคนไทยใน 20 ปีแรกของชีวิตคือตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงอายุ 20 ปีเมื่อบรรลุนิติภาวะเป็นผู้ใหญ่โดยสร้างพื้นฐานการศึกษาให้อย่างมั่นคงตั้งแต่ระดับปฐมวัย ประถม มัธยม อาชีวะ ไปจนถึงอุดมศึกษา ซึ่งผู้อยู่ในวัย 20 ปี ถ้าศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยจะจบปีที่ 2 และขึ้นปีที่ 3 เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นหลักสูตรการเรียนรู้ในช่วง 20 ปีแรกนั้นต้องสามารถเชื่อมโยงและต่อยอดกันได้เพื่อเป็นเส้นทางเข้าสู่อาชีพต่อไป

                 การเริ่มต้นที่เด็กปฐมวัยคือตั้งแต่ 0-5 ปีนั้น ผมจะจัดให้มีศูนย์ทดสอบแววอัจฉริยภาพของเด็ก 8 แวว คือแววนักคิด แววผู้นำ แววนักสร้างสรรค์ แววนักวิทยาศาสตร์ แววนักคณิตศาสตร์ แววศิลปิน แววนักกีฬา แววนักดนตรี แววนักภาษา และแววนักวิชาการ เพื่อแบ่งเด็กเป็นกลุ่มตามแววอัจฉริยภาพและบันทึกไว้ในประวัติของเด็ก ซึ่งเป็นไปได้ว่าเด็กจำนวนหนึ่งจะมีหลายแววอยู่ในตัวเด็กคนเดียวกัน ดังนั้นวิธีการเรียนการสอนและของเล่นสำหรับเด็กจะเป็นทั้งวิธีการทดสอบและพัฒนาความสามารถของเด็กให้แสดงออกให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้การจัดทำหลักสูตร การพัฒนาการสอน การเลือกสรรครู และการสนับสนุนสอดคล้องกับความสามารถของเด็ก ศูนย์ทดสอบดังกล่าวจะจัดตั้งในส่วนกลางและที่เขตพื้นที่การศึกษา นอกจากนั้นผมยังได้มอบให้สถาบันราชภัฏเชียงใหม่และสถาบันราชภัฏสุรินทร์ซึ่งมีโรงเรียนสาธิตตั้งแต่ระดับอนุบาลขึ้นไปจนถึงมัธยมดำเนินการโครงการนำร่องในการทดสอบแววอัจฉริยภาพของปฐมวัยจนถึงการเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา

                 เมื่อเด็กเรียนต่อขั้นพื้นฐานในระดับประถมศึกษาก็จะเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ของหลักสูตรแกนกลาง การติดตามทดสอบเด็กจะดำเนินต่อไปและบันทึกไว้ในประวัติของเด็ก และการเตรียมเด็กเข้าสู่เส้นทางอาชีพจะชัดเจนยิ่งขึ้น นโยบายของผมคือให้เน้นที่ปัจจัย 4 ของการดำรงชีพซึ่งได้แก่ อาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัย เป็นอาชีพหลัก เพราะประเทศไทยมีศักยภาพอย่างมากในการผลิตปัจจัยทั้ง 4 ทั้งใช้ในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศ และควรปลูกฝังให้เด็กได้เริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับพื้นฐานของปัจจัยทั้งสี่ตั้งแต่ประถม 1 เป็นต้นไป เราต้องยอมรับว่าเด็กส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัด ตามชนบทซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของวัตถุดิบสำหรับปัจจัยทั้งสี่ และแหล่งกำเนิดของธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของวิทยาศาสตร์ ดังนั้นต้องให้นักเรียนชั้น ป.1-ป.6 เรียนรู้ถึงดิน น้ำ ลม ไฟ และธรรมชาติในท้องถิ่นที่เขาสัมผัสอยู่ทุกวันโดยต้องให้รู้จริงทั้งในทฤษฎีและการปฏิบัติ ผมอยากจะเห็นเด็กของเราสามารถบอกชื่อ คุณและโทษของพืชท้องถิ่นทุกชนิดที่เขาเดินผ่านได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อตัวเขาเองในอนาคต ผมกำลังร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ เพื่อทำการสอน อบรมครูวิทยาศาสตร์ในวิชาที่เป็นจุดแข็งของประเทศไทยคือวิชาชีววิทยา พฤกษศาสตร์(โดยเฉพาะพืชสมุนไพรและพืชอาหาร) และวิทยาศาสตร์ทางทะเล แววอัจฉริยภาพของเด็กจะถูกแสดงออกมากขึ้นใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้เพื่อเป็นแนวทางการเรียนต่อในระดับมัธยม

                 เมื่อเด็กเข้าสู่ระดับมัธยมจะสนใจเรื่องเฉพาะทางมากขึ้นซึ่งทำให้เส้นทางอาชีพชัดเจนขึ้นด้วย โดยเฉพาะในชั้นมัธยมปีที่ 3 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของการศึกษาภาคบังคับ กระทรวงศึกษาธิการได้นำนโยบายข้อ (11) ในนโยบายด้านการศึกษา 12 ข้อที่นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้แถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 ว่า "ให้โอกาสแก่ผู้สำเร็จการศึกษาภาคบังคับ หรือมัธยมปลาย ผู้ว่างงาน และผู้สูงอายุได้ฝึกงานอาชีพอย่างน้อย 1 อาชีพ พร้อมทั้งส่งเสริมให้เป็นผู้ประกอบการอิสระได้" มากำหนดเป็นนโยบาย 9+1 และ 12+1 หมายถึงเมื่อเด็กเรียนจบการศึกษาภาคบังคับ 9 ปีจะเรียนรู้ 1 อาชีพด้วย และผู้ที่เรียนจบ 12 ปีขั้นพื้นฐาน จะเรียนรู้ 1 อาชีพติดตัวไปด้วยเพื่อสามารถประกอบอาชีพได้ถ้าไม่เรียนต่อสูงขึ้น มีเด็กจำนวนหนึ่งประมาณ 1 แสนคนต่อปีเมื่อจบมัธยมปีที่ 3 แล้วจะไม่เรียนต่อสายสามัญแต่จะไปเรียนสายวิชาชีพระดับ ป.วช.ต่อไปจนถึง ป.วส.ของอาชีวศึกษา กลุ่มการงานอาชีพและเทคโนโลยีของ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้จะมีส่วนในการเตรียมเด็กในช่วงชั้นนี้ให้มีศักยภาพมากขึ้นต่อการประกอบอาชีพ

                
ผมแบ่งโรงเรียนระดับมัธยมเป็น 7 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มโรงเรียนเด็กความสามารถพิเศษ กลุ่มเครือข่ายโรงเรียนต้นแบบ กลุ่มโรงเรียนแนวใหม่ กลุ่มโรงเรียนต้องเร่งรัดพัฒนา กลุ่มโรงเรียนทั่วไป กลุ่มโรงเรียนคนพิการ และกลุ่มโรงเรียนเด็กด้อยโอกาสและมีความต้องการพิเศษเพื่อจะได้จัดการบริหารจัดการ หลักสูตร ครู และการสนับสนุนให้สอดคล้องกับลักษณะและความต้องการของโรงเรียนแต่ละกลุ่ม

                กลุ่มโรงเรียนเด็กมีความสามารถพิเศษคือโรงเรียนที่รับเด็กที่เรียนได้คะแนนดี เฉลี่ย 3.0 เน้นการสอนด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี ได้แก่ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ กลุ่มโรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย กลุ่มโรงเรียนกาญจนาภิเษก และกลุ่มโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ เป็นต้น และถ้ารวมโรงเรียนมัธยมอื่นๆ ที่มีชั้นเรียนเฉพาะเด็กที่มีความสามารถพิเศษจะมีทั้งหมด 60 โรงเรียน มีเด็กจำนวนประมาณ 60,000 คน เส้นทางอาชีพของเด็กเหล่านั้นคือนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย นักเทคโนโลยี วิศวกร อาจารย์มหาวิทยาลัย และแพทย์สาขาต่างๆ

                กลุ่มเครือข่ายโรงเรียนต้นแบบ มีโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่ที่มีมาตรฐานสูง มีชื่อเสียงเป็นที่นิยมทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดถูกคัดเลือกเป็นโรงเรียนต้นแบบ 484 แห่ง และโรงเรียนขนาดเล็กถึงกลางที่มีมาตรฐานด้อยกว่าเป็นโรงเรียนเครือข่ายจำนวน 1,553 แห่ง ซึ่งในปี 2546 จะเริ่มต้นที่ 196 โรงเรียนต้นแบบ และ 2,456 โรงเรียนเครือข่าย โดยที่โรงเรียนต้นแบบจะถ่ายทอดมาตรฐานคุณภาพไปให้โรงเรียนเครือข่ายโดยที่กระทรวงจะให้การสนับสนุน และโรงเรียนเครือข่ายจะใช้ชื่อของโรงเรียนต้นแบบด้วยก็ได้ วัตถุประสงค์คือกระจายมาตรฐาน คุณภาพให้กระจายไปทั่วประเทศและลดความเหลื่อมล้ำ

                กลุ่มโรงเรียนแนวใหม่ได้แก่โรงเรียนในฝันซึ่งมีอำเภอและกิ่งอำเภอละหนึ่งโรงเรียนซึ่งรวมทั้งหมดจะมี 921 โรงเรียน โรงเรียนในกำกับซึ่งเริ่มต้นในปี 2546 มี 25 แห่ง เป็นโรงเรียนมัธยม 19 แห่ง และโรงเรียนประถม/อนุบาล 6 แห่ง โรงเรียนวิถีพุทธ 330 แห่ง โรงเรียนสองภาษา 53 แห่ง และโรงเรียนเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น เพื่อสนองความต้องการหลากหลายของผู้เรียนและสังคม

                กลุ่มโรงเรียนที่ต้องเร่งรัดพัฒนามี 1,700 โรงเรียน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนประถมศึกษา อยู่ห่างไกลมาตรฐาน คุณภาพต่ำ ขาดแคลนปัจจัยการสอนตั้งแต่ครู อาคาร อุปกรณ์การเรียนการสอน ซึ่งต้องมีการดูแลเป็นพิเศษเพื่อยกระดับคุณภาพลดความเหลื่อมล้ำ

                ส่วนอีก 3 กลุ่มได้แก่กลุ่มโรงเรียนทั่วไปคือโรงเรียนอีกสามหมื่นกว่าโรงเรียนนอกเหนือจาก 4 กลุ่มดังกล่าวข้างต้นที่ต้องมีการดูแลและพัฒนาเพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพเช่นเดียวกัน กลุ่มโรงเรียนสำหรับเด็กพิการและมีความบกพร่องทางร่างกาย และกลุ่มโรงเรียนเด็กด้อยโอกาส เช่น โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์และโรงเรียนสำหรับผู้มีความต้องการพิเศษ

                
นักเรียนที่จบมัธยมปีที่ 6 ประมาณ 30% จะได้เรียนต่อในมหาวิทยาลัย ส่วนที่เหลืออีก 70% ไปเรียนต่อสายวิชาชีพคืออาชีวศึกษา ปัญหาที่สำคัญคือประมาณ 65-70% ของนักศึกษามหาวิทยาลัยจะเรียนสาขาสังคมศาสตร์ ซึ่งมีงานรองรับน้อยกว่าจำนวนผู้ที่จบการศึกษามาก ทำให้เกิดปัญหาผู้ว่างงาน ผู้ประกอบการทั้งด้านอุตสาหกรรม และธุรกิจต้องการนักศึกษาที่สามารถทำงานได้ทันที จึงต้องการรับผู้ที่จบจากสถาบันเทคโนโลยี และวิทยาลัยอาชีวะด้านต่างๆ เพราะได้เรียนรู้ด้านปฏิบัติมาแล้ว ดังนั้นการศึกษาต่อไปจะต้องเน้นที่การผลิตบุคลากรตามความต้องการของสังคม การแนะแนวและการให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพต่างๆ เพื่อให้นักศึกษาเลือกเส้นทางอาชีพได้ถูกต้องจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการ

                 ผมได้ให้นโยบายกรมอาชีวศึกษาไปดำเนินการให้มีการสอนวิชาเกี่ยวกับพืชเศรษฐกิจและอาชีพที่สำคัญของไทย เช่น วิชาเทคโนโลยีการข้าว วิชาเทคโนโลยีการมันสำปะหลัง วิชาเทคโนโลยีการยางพารา วิชาเทคโนโลยีการประมงทะเล วิชาเทคโนโลยีการอัญมณี ซึ่งได้มีการประชุมร่วมกับเอกชนในแต่ละสาขาวิชาชีพไปแล้ว เพื่อระดมความคิดในการจัดทำหลักสูตรของวิชาที่ 5 ประเภทดังกล่าว ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญในอาชีพทั้ง 5 ประเภทเหล่านั้น นอกจากนี้ยังจะมีการทำหลักสูตรวิชาเทคโนโลยีการกล้วยไม้ วิชาเทคโนโลยีการสมุนไพร ฯลฯ ต่อไป

                 ผมต้องการเห็นการผลิตช่างเทคนิคที่เก่งในการซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องใช้ 4 ประเภท คือ (1) เครื่องใช้ในบ้านทั้งเครื่องไฟฟ้าและเครื่องยนต์ (2) เครื่องใช้ในสำนักงาน (3) อุปกรณ์เครื่องใช้ในสถานประกอบการต่างๆ (4) เครื่องจักรกลทางการเกษตร ซึ่งวิทยาลัยอาชีวศึกษาของไทยทั้งของรัฐและเอกชนมีศักยภาพในการผลิตช่างชำนาญการทั้ง 4 ประเภท ซึ่งเป็นที่ต้องการทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

                 เพื่อเตรียมรับนักเรียนที่จะเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยทั้งด้านจำนวนและคุณภาพที่พัฒนาขึ้นจากการศึกษาขั้นพื้นฐาน สถาบันอุดมศึกษาจะมีสองสายหลัก ได้แก่ สายวิจัยและสังคมศาสตร์ และสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติ สายวิจัยและสังคมศาสตร์จะรองรับนักเรียนที่จบสายสามัญโดยมหาวิทยาลัยทั่วไป สายเทคโนโลยีจะรองรับผู้ที่จบสายวิชาชีพระดับ ป.วช.และ ป.วส. โดยสถาบันเทคโนโลยีที่สอนระดับอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล และสถาบันราชภัฏ ที่กำลังดำเนินการตราพระราชบัญญัติให้เป็นมหาวิทยาลัยต่อไป

                  นับว่าเป็นสิ่งที่ดีที่ได้นำกระทรวงศึกษาธิการ ทบวงมหาวิทยาลัย และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ มาหลอมรวมเป็นกระทรวงเดียวกันภายใต้ชื่อกระทรวงศึกษาธิการ เพราะจะทำให้สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ร่วมกันให้เกิดประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดต่อการศึกษาไทย สถาบันอาชีวศึกษาและสถาบันอุดมศึกษาต้องทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงโดยต้องช่วยสนับสนุนการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งผลิตนักเรียนนักศึกษาป้อนส่งให้สถาบันทั้งสองระดับต่อไป

                  
ผมตั้งใจจะรวมพลังสถานศึกษาทุกระดับเพื่อพัฒนาคุณภาพของคนไทย และเพื่อทำประโยชน์ให้กับแผ่นดิน




 




 

โดย in IP: xxx [ 2010-02-12 ]

คำตอบจาก Webmaster

 



อ่านต่อ........คลิ๊กที่นี่ขอเชิญร่วมประชาพิจารณ์


ไฟเขียว 7 ครุภัณฑ์อาชีวะ




          ไฟเขียว 7 ครุภัณฑ์อาชีวะ ใช้งบฯ เอสพี 2 พันล. จัดซื้อก่อนสิ้น มี.ค.ไม่เช่นนั้นต้องคืนหลวง




          นพ.สุทธิชัย จันทร์อารักษ์ ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินการตรวจสอบการจัดซื้อครุภัณฑ์ ตามโครงการในแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งหรือ เอสพี 2 ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ว่า คณะกรรมการตรวจสอบ ที่มีนายนพพร สุวรรณรุจิ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)เป็นประธาน ได้รายงานผลการตรวจสอบมายัง น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รมช.ศึกษาธิการ แล้วโดยพบว่า มี 7 รายการ ที่ไม่พบความผิดปกติ และไม่เข้าข่ายมีการกระทำในลักษณะที่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ จึงได้ทำหนังสือรายงานต่อ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ และนายพรหมสวัสดิ์ ทิพย์คงคา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เพื่อทำหนังสือถึงสำนักงบประมาณ ให้โอนงบฯ แก่สถานศึกษาเพื่อจะดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างได้ทันภายในวันที่ 31 มี.ค.53




           สำหรับครุภัณฑ์ 7 รายการ ที่ตรวจสอบไม่ผิดความผิดปกติ ประกอบด้วย กลุ่มครุภัณฑ์ยานยนต์และชิ้นส่วนชั้นสูง กลุ่มครุภัณฑ์ยานยนต์และชิ้นส่วนพื้นฐาน กลุ่มครุภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม กลุ่มครุภัณฑ์สิ่งแวดล้อมและพลังงานทดแทน กลุ่มครุภัณฑ์เครื่องจักรอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มครุภัณฑ์เครื่องหนังเซรามิคและงานศิลปกรรม และวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ โดยใช้งบประมาณเกือบ 1,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน น.ส.นริศรา ได้ตั้งคณะกรรมการเร่งรัดติดตามการดำเนินงานจัดซื้อครุภัณฑ์ในโครงการเอสพี 2 โดยมีนายบัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร ผู้ตรวจราชการ ศธ.เป็นประธาน




          “ขณะนี้งบฯ โครงการเอสพี 2 ในส่วนการก่อสร้าง 2,000 ล้านบาท ได้ดำเนินการเสร็จแล้ว เหลือการจัดซื้อครุภัณฑ์อีกประมาณ 4,000 ล้านบาท และการจัดซื้อเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) และอิเล็กทรอนิกส์เกือบ 1,000 ล้านบาท ซึ่งจะต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 31 มี.ค.นี้ ไม่เช่นนั้นจะต้องส่งคืนงบฯ ซึ่งผู้ที่จะเสียประโยชน์คือสถานศึกษา”




           นพ.สุทธิชัย กล่าวและว่า อย่างไรก็ตามยังเหลือกลุ่มครุภัณฑ์ ที่กำลังรอผลการตรวจสอบจากคณะกรรมการทั้ง 2 ชุด อีกกว่า 10 กลุ่ม ส่วนกลุ่มที่ตรวจสอบเสร็จแล้วถ้าพบว่าการจัดซื้อจัดจ้างมีปัญหา แต่สเปกไม่มีปัญหา เช่น กลุ่มครุภัณฑ์แม่พิมพ์ ก็จะมีการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างใหม่ แต่ถ้ากรณีที่มีปัญหาทั้งการจัดซื้อจัดจ้างและสเปก ก็จะมีการจัดทำสเปกใหม่ เช่น กลุ่มครุภัณฑ์ การออกแบบอัญมณี ซึ่งนายพรหมสวัสดิ์ รายงานว่าจะเร่งเชิญผู้เกี่ยวข้องมาวางแผนจัดทำสเปกใหม่โดยเร็ว




---------------------------------------------




แหล่งที่มา :
http://www.siamrath.co.th/uifont/NewsDetail.aspx?cid=56&nid=58585



***************************************************************************************
ข้อความ ด้านล่าง............สถานศึกษาวอศ...วช...ภาคเหนือ..สนใจเทียบโอน...โปรดติดต่อwww.industrialclothingdesign.comครูสุรภี...วอศ.ลำปาง..



เพราะระบบการบริหาร+ศักยภาพ..(งานทะเบียน+บริหารวิชาการ+กิจการ...)..วอศ.ลำปาง..ศักยภาพ..ไม่ถึง..



update 10มิย2553



อยากได้ ปวส บ้างครับ‏
จาก:  อัศวิน พุทธสาน (puttasan_boy@hotmail.com
ส่งเมื่อ: 6 มิถุนายน 2553 13:58:31
ถึง:  surape-e@hotmail.com



4. หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ร่วมกับวิทยาลัยอาชีวศึกษาลำปาง รับเฉพาะผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 และระดับ ปวช. ทุกสาขาวิชาชีพ จำนวน 2 สาขาวิชา คือ สาขาวิชาเทคโนโลยีผ้า และเครื่องแต่งกาย



และสาขาวิชาการบริหารงานคหกรรมศาสตร์   
 
เรียน อ.ที่นับถือ     ถ้าอยากเรียนอันนี้ต้องทำอย่างไรบ้างครับ ผมอยากได้วุฒิ  ปวส ครับ   เผื่อทำ ป.ตรี  ครับ
 
เรียนถามด้วยความนับถือ     อัศวิน
*********************************************
RE: อยากได้ ปวส บ้างครับ‏
จาก:  สุรภี ทิมกาญจนะ (surape-e@hotmail.com
ส่งเมื่อ: 6 มิถุนายน 2553 14:19:29
ถึง:  puttasan_boy@hotmail.com



สมัครเรียน ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษา..ใกล้บ้าน...อาชีวศึกษาเชียงราย ก็ได้ ค่ะ
**********************************************
RE: อยากได้ ปวส บ้างครับ‏
จาก:  สุรภี ทิมกาญจนะ (surape-e@hotmail.com
ส่งเมื่อ: 6 มิถุนายน 2553 14:29:54
ถึง:  puttasan_boy@hotmail.com



เมื่อปี ก่อน มี อาจารย์จากศูนย์สงเคราะห็สตรีภาคเหนือ มาลงเรียน ปวส ผ้าฯ  ระบบทวิภาคีทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย(วิชาปฎิบัติ..ก็นำประสบก่รณ์ ..มาเทียบโอนได้...อย่างอ้ศวิน.....น่าจะ..เทียบโอน..ได้นะ...ค๊ะ)



กรมอาชีว  มีนโยบายนะ    ครูจะ...ศึกษา  อาชีวะเชียงราย...ให้



***********************************************
RE: อยากได้ ปวส บ้างครับ‏
จาก:  สุรภี ทิมกาญจนะ (surape-e@hotmail.com
ส่งเมื่อ: 8 มิถุนายน 2553 18:43:02
ถึง:  puttasan_boy@hotmail.com



ถ้าเป้นวิชาปฎิบัติ ลงทะเบียน/ทดสอบผ่าน ก็ผ่าน  ไม่ต้องเรียน  
สำหรับวิชา พื้นฐาน ก็ลงทะเบียนเรียน..แต่..แล้วแต่ ครูผุ้สอน+รองวิชาการ 
วอศ เชียงราย  รองวิชาการ..ดีค่ะ
 
....ตอนนี้ เห็นมี รองผู้อำนวยการ บรรจุใหม่ มาฝึกงานที่ วอศ ลำปาง  (จากเชียงราย)   ...ครูกำลัง
....จะไปคุย กับ..เขา..ถิอแฟ้ม..งานอัศวิน...ไปด้วย... ต้องทำได้ สิ  ...ความสามารถอัศวิน..สูงกว่าปวส แล้ว
*************************************************
FW: อยากได้ ปวส บ้างครับ‏
จาก:  อัศวิน พุทธสาน (puttasan_boy@hotmail.com
ส่งเมื่อ: 9 มิถุนายน 2553 20:14:56
ถึง:  surape-e@hotmail.com



 อ. ครับ ผมกลัวว่าจะเรียนเวลาปกติไม่ได้ครับ  คุยไว้ก่อนค่อยเรียนปีหน้าได้ไหมครับ คืองี้ครับ  ที่ผมสนใจเพราะว่ามีคนแนะนำให้ผมทำ ป.ตรี  วิชาครู  แต่ผมอยากได้ ป.ตรี
สาขาของเรานี่แหละครับ  พอเห็นข่าวในเว็ปคิดว่าเป้นคอรสพิเศษ สั้นๆ เลยอยากเรียนเลย  แต่ถ้าเรียนเวลาปกติยาวๆคงต้องเตรียมตัวก่อนครับ แล้วอีกอย่างที่เรียนกับ อ. ก็ยัง
ไม่เรียบร้อย ผมอยากเรียนทำแบรนด์ให้เรียบร้อยก่อน และทำเสื้อขายเว็ปก่อนครับทำงานส่งวิชาทำแบรนด์เลย  และอีกอย่างงานที่ทำอยู่ด้วยครับคงต้องเคลียก่อนครับ
และที่สำคัญ ถ้า อ.จะกรุณาอนุญาติ ให้ผมเก็บวิชาบางตัวในเว็ปก่อนแล้วเอาไปเทียบโอนน่าจะใช้เวลาเรียนน้อยลงครับ  ผมคงไม่เรื่องมากไปนะครับ  ผมดีใจและขอบพระคุณมากครับที่ อ.
อุตส่าห์เสียเวลาเป็นธุระให้ครับ อ. ต้องบอกเขาก่อนว่าขอรายละเอียดก่อนและก็ขอเตรียมตัวด้วยครับ  และอีกอย่างการเรียนกับเว็ปของเราก็เป็นเรื่องสำคัญมากๆครับ
 *************************************************************************************************************************************************



 



 




 



 



 

โดยคุณ in [ 2010-03-23 ] ตอบ 338










 










 










 



















 










 


















http://www.moe-news.net/index.php?option=com_content&task=view&id=1688&Itemid=99999999&preview=popup









รมช.ศธ.ประชุมผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษา ที่เพชรบุรี









โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ รีเจนท์ บีช ชะอำ จ.เพชรบุรี - นางสาวนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดและเข้าร่วมการประชุมสัมมนารับนโยบายสำหรับการปฏิรูปการอาชีวศึกษา เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๓ โดยมีผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษา ๔๑๕ แห่งทั่วประเทศเข้าร่วมประชุม
















แนะนำทีมงานที่เชี่ยวชาญหลากหลายมาช่วยทำงานการปฏิรูปอาชีวศึกษา

รมช.ศธ.กล่าวว่า ตนมีหน้าที่ดูแลกำกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และยังได้รับมอบหมายจาก รมว.ศธ.ให้มีหน้าที่ดูแลกำกับสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD ที่มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีต รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เป็นผู้อำนวยการสถาบันฯ และโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ซึ่งทั้งสองหน่วยงานเป็นองค์กรในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นอกจากนี้ ศธ.เป็นกระทรวงที่ใหญ่ มีหน่วยงานระดับอธิบดีถึง ๕ หน่วยงาน จึงขอ









แนะนำบุคคลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย ซึ่งได้แต่งตั้งให้มาช่วยทำงาน คือ









1.    นายสรจักร เกษมสุวรรณ ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรีให้เป็นที่ปรึกษา รมช.ศธ. รวมทั้ง









2.     นายสุรเทพ ตั๊นประเสริฐ อดีตรองปลัด ศธ.,









3.     นายวีระศักดิ์ วงษ์สมบัติ อดีตเลขาธิการ กอศ. มาเป็นที่ปรึกษา รมช.ศธ. และ









4.     นายแพทย์สุทธิชัย จันทร์อารักษ์ อดีต ส.ส.จังหวัดยโสธร เป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศธ.โดยมติคณะรัฐมนตรีอีกด้วย









 









 









 









 









แนวทางการทำงานอาชีวศึกษา

สำหรับแนวทางการทำงานของอาชีวศึกษานั้น ไม่สามารถเดินไปเดี่ยวๆ ได้ ต้องร่วมกับองค์กรหลักและหน่วยงานอื่นๆ และเมื่อเร็วๆ นี้ได้ประชุมร่วมกับผู้ตรวจราชการ ซึ่งได้รับความเห็นที่หลากหลายจากผู้ตรวจราชการ สำหรับนโยบายการปฏิรูปการชีวศึกษานั้น ได้กำหนดงบประมาณไว้ ๒ ส่วนคือ งบฯกระตุ้นเศรษฐกิจระยะแรก (SP) และงบฯกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง (SP2) เพื่อให้เกิดการลงทุน โดยเฉพาะโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ ที่มีส่วนสำคัญในการวางแผนให้มีผู้เข้าเรียนในระดับอาชีวศึกษาทั้งรัฐและเอกชนมากขึ้น จากปัจจุบันมีสัดส่วนผู้เรียนสายสามัญกับสายอาชีพ ๖๐:๔๐ โดยส่งผลทำให้ผู้เรียนสายอาชีพเพิ่มขึ้นเป็น ๔๖% ส่วนสายสามัญเหลือ ๕๔%






***การเพิ่มนักเรียนอาชีวเพิ่มขึ้นโดยใช้วิธี นำ ชื่อ*วิชาวิทย์ คณิต อังกฤษ *มาเรียนในสถาบันอาชีศึกษา งั้น หรอ ????*วิธีการนี้**ไม่ใช่ทักษะวิชาชีพ ที่จะนำไปแข่งขัน**ฝีมือแรงงาน*ฉะนั้น..ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นเรื่อง เหลวไหล..สิ้นดี*และอีกวิธีที่จะเพิ่มคือด้าน..บัญชีสายพาณิชยการ(ซึ่งควบคุมคุณภาพโดยสภาบัญชี  เฉกเช่นสภาพยาบาล   แม้นสอศ.จะเปิดปริญญาตรี สายเทคโนโลยีบัญชี...คุณภาพ รายวิชา หน่วยกิต ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเข้มข้น หรือได้รับการรับรองจาก หน่วยงานอื่นๆเพิ่มเติม  เพราะ....สภาวิชาชีพบัญชี ก้ได้กำหนดมาตรฐาน ไว้แล้ว...)
comment:ขยายโรงเรียนเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์สู่ภูมิภาค 
                ประกาศรับสมัครนักเรียน เก่งคณิต-วิทย์ ปั้นเป็นนักประดิษฐ์
ในการประชุมสัมมนาผู้บริหารอาชีวศึกษาครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ ๓ ที่ได้มีโอกาสประชุมร่วมกัน ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นกันในเรื่องผลสัมฤทธิ์การใช้งบประมาณโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ การจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา และการจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ

โครงการเรียนฟรี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพของการอาชีวศึกษา ปีนี้เสนอขอไว้ ๕,๕๗๑ ล้านบาท

รมช.ศธ.กล่าวว่า สรุปค่าใช้จ่ายโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพของอาชีวศึกษาในปีที่ผ่านมา พบปัญหาตัวเลขผู้เข้าเรียน ปวช. ในระบบ ขาดหายไปในเทอมสอง ๒๕% ซึ่งแต่ละสถานศึกษาต้องวางแผนเรื่องนี้ เนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับเงินอุดหนุนรายหัว และเพื่อให้สามารถใช้งบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ส่วนเรื่องร้องเรียนมากที่สุดคือ เครื่องแบบนักเรียน ซึ่งได้รับ ๙๐๐ บาทต่อคนต่อปี ยังไม่เพียงพอเพราะอาชีวศึกษามีทั้งชุดกีฬา ชุดเรียน ชุดฝึกงาน ชุดลูกเสือ ส่วนค่าอุปกรณ์การเรียนได้คนละ ๒๓๐ ต่อภาคเรียนเท่า สพฐ. ในขณะที่อาชีวศึกษามีอุปกรณ์หลากหลาย เช่น วงเวียน ตะไบ ฯลฯ สำหรับเรื่องการเปลี่ยนเครื่องแบบของสถานศึกษาที่ต้องการให้เหมือนกันนั้น มีแนวคิดที่ดีที่ต้องการให้นักศึกษาออกแบบเอง ให้วิทยาลัยมีส่วนตัดเย็บ ซึ่งควรต้องมีการรับฟังความเห็นส่วนใหญ่จากผู้บริหาร และจากการประชาพิจารณ์ด้วย

สำหรับตัวเลขโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ ตามคำของบประมาณปี ๒๕๕๔ ได้กำหนดไว้จำนวนทั้งสิ้น ๕,๕๗๑,๔๙๒,๘๐๐ บาท แยกเป็นค่าหนังสือเรียน ๑,๐๗๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ค่าอุปกรณ์การเรียน ๒๔๖,๑๐๐,๐๐๐ บาท ค่าเครื่องแบบนักเรียน ๔๙๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ๕๐๘,๒๕๐,๐๐๐ บาท และค่าจัดการเรียนการสอน (ค่าใช้จ่ายรายหัว ปวช.๑-๓) ๓,๒๕๒,๑๔๒,๗๕๐ บาท

นโยบายการอาชีวศึกษา

รมช.ศธ.กล่าวว่า อาชีวศึกษา คือ









1.การเรียนรู้เพื่อนำความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ไปใช้ในการประกอบอาชีพในชีวิตประจำวัน เป็นแกนหลักในการสร้างและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในกลุ่มบุคลากรที่ใช้ทักษะ (Skilled Workforce) เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในทุกภาคส่วน ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และภาคบริการ การอาชีวศึกษาต้องเป็นกระดูกสันหลังของการพัฒนาทรัพยากรระดับฝีมือแรงงานสำหรับอนาคตของชาติ เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางข้างต้น จึงต้องเร่งปรับปรุงคุณภาพและค่านิยมในการอาชีวศึกษาอย่างเร่งด่วน เพื่อให้สามารถรองรับกับแนวทาง การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติสำหรับ ๕-๑๐ ปีข้างหน้า ทั้งด้านคุณภาพและด้านค่านิยม แนวทางการดำเนินการสำหรับการอาชีวศึกษาจึงต้องให้ผู้สำเร็จอาชีวศึกษาต้องได้งานทำทุกคน โดยมีระบบประกันคุณภาพ และการปฏิรูปการอาชีวศึกษา

การจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา

รมช.ศธ.ได้กล่าวลำดับความเป็นมาของการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาว่า พ.ร.บ.การอาชีวศึกษา พ.ศ.๒๕๕๑ ได้เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ส่วนตนเข้ารับตำแหน่งทำงานในเดือนมกราคม ๒๕๕๒ ซึ่งการเข้ารับตำแหน่งได้ถือปฏิบัติตาม นโยบายรัฐ พร้อมทั้งต้องทำงานให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.การอาชีวศึกษาฯ และนโยบายการอาชีวศึกษาที่ได้ดำเนินการมาต่อเนื่องแล้วในการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา จึงได้เสนอ รมว.ศธ.ให้ลงนามแจ้ง ครม.ในเดือนกันยายน ๒๕๕๒ เพื่อพิจารณาร่างกฎกระทรวงการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา ซึ่งเรื่องไปอยู่ที่คณะกรรมการกฤษฎีกากว่า ๕ เดือน

จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ จึงได้สอบถามไปยังกฤษฎีกาเพื่อต้องการทราบว่าเหตุใดกฎกระทรวงการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาจึงยังไม่ผ่านเสียที ซึ่งต่อมาทราบว่า ร่างกฎกระทรวงไปขัดแย้งกับ พ.ร.บ.การอาชีวศึกษาฯ ซึ่งเป็นกฎหมายหลัก หากไม่ปรับแก้ร่างกฎกระทรวงดังกล่าว ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาอาจจะทำความเห็นเสนอไปยังที่ประชุม ครม. ขอไม่ให้ผ่านร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ได้ เพราะไม่ต้องการให้การจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาซึ่งแบ่งตามพื้นที่ (Area-Based) เป็น ๑๙ แห่งในคราวเดียวกัน

จึงยืนยันในเรื่องนี้ว่า ทำตามนโยบายการอาชีวศึกษามาโดยตลอด และในวันที่ ๒๙ มีนาคมนี้ จะให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย รวมทั้งประธานคณะกรรมการการอาชีวศึกษามาร่วมประชุมด้วย เพื่อให้ได้ข้อสรุปในเรื่องนี้ และจะได้จัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาให้เสร็จสิ้นโดยเร็วต่อไป

การจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ

รมช.ศธ.กล่าวว่า สำหรับการจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพนั้น ความคืบหน้าขณะนี้ได้เสนอให้ รมว.ศธ.ได้ลงนาม และคาดว่าจะนำเรื่องเข้าที่ประชุม ครม.พิจารณาภายในเดือนมีนาคมนี้ และหากผ่านที่ประชุม ครม.แล้ว จะส่งไปคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาให้ความเห็นชอบ









 ก่อนจะออกเป็นพระราชกฤษฎีกาคุณวุฒิวิชาชีพต่อไป ซึ่งการจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพนี้ จะส่งผลให้สอดคล้องกับการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา และการจัดการทดสอบอาชีวศึกษาระดับชาติต่อไปด้วย

การปลอมแปลงลายเซ็นหรือหนังสือราชการ

รมช.ศธ.ได้กล่าวถึงปัญหาการทำหนังสือปลอม หรือการสแกนปลอมแปลงลายเซ็นในประเด็นต่างๆ เช่น กล่าวหาความไม่ชอบมาพากลของตนในการจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์ จัดซื้อเสื้อผ้าเครื่องแบบนักเรียน หรือแม้แต่การด่าที่ใช้ข้อความด้วยความไม่สุภาพ โดยทำเป็นกระบวนการปลอมแปลงมาหลายครั้งแล้วส่งไปยังสถานศึกษาอาชีวศึกษา ซึ่งตนได้แจ้งความเพื่อดำเนินการไว้แล้ว ทั้งนี้ตนยืนยันว่าไม่เคยทำหนังสือส่งตรงไปยังสถานศึกษา แต่จะให้ สอศ.ทำหนังสือแจ้งไป

ดังนั้น ในการประชุมครั้งนี้จึงได้แถลงข่าวร่วมกับเลขาธิการ กอศ.และคณะผู้บริหารทั้งฝ่ายข้าราชการประจำและการเมือง เพื่อไม่ต้องการให้ภาพพจน์การอาชีวศึกษาเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารหรือข้าราชการ ซึ่งอาจทำให้บางวิทยาลัยนำไปใช้ปฏิบัติได้ และในการประชุมครั้งนี้ก็ยังมีเอกสารอื่นสอดแทรกในแฟ้มเอกสารการลงทะเบียนด้วย โดยในเอกสารดังกล่าวระบุการลงนามโดยประธานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ประธานสมาพันธ์เครือข่ายอาชีวศึกษาแห่งประเทศไทย เลขาธิการสมาคมผู้บริหารอาชีวศึกษา และอุปนายกสมาคมครูอาชีวศึกษาแห่งประเทศไทย เรื่องขอความสนับสนุนการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา โดยโจมตีแนวคิดการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาของตนด้วยความไม่เข้าใจ จึงขอให้ สอศ.ร่วมแถลงข่าวและตรวจสอบกลั่นกรองเอกสารดังกล่าวด้วยว่าเป็นเอกสารจริงหรือไม่

ทั้งนี้ นายพรหมสวัสดิ์ ทิพย์คงคา เลขาธิการ กอศ. ได้แถลงข่าวประเด็นดังกล่าวว่า มีเอกสารปลอมเกิดขึ้นหลายครั้ง ซึ่งไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ทำหนังสือแจ้งเวียนไปยังสถานศึกษาแล้วว่าในทางปฏิบัติจะไม่มีหนังสือสั่งการของ รมช.ศธ. ส่งไปสถานศึกษาโดยตรง สำหรับการส่งหนังสือผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์นั้น หากมีหนังสือปลอมแปลงออกมาอีก ให้เว็บมาสเตอร์และหัวหน้าผู้เกี่ยวข้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย ส่วนการสำเนาหนังสือปลอมแปลงนั้น จะให้บุคลากรช่วยดูแลการเข้าถึงข้อมูล ถือเป็นมาตรการในการป้องกัน เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ไม่เฉพาะทำให้ รมช.ศธ.เสียหายเท่านั้น แต่ยังทำให้องค์กรเสียหายด้วย.









 









 









 









 









 

















 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 

























































ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี (รมช.ศึกษาธิการ)
ความคืบหน้านโยบายการอาชีวศึกษา









 









http://www.moe.go.th/websm/2010/nc/nc14.html









 









น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รมช.ศธ. เปิดเผยความคืบหน้านโยบายการอาชีวศึกษา









ภายหลังการประชุมผู้บริหารองค์กรหลัก ครั้งที่ ๕/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๓ ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการจัดงบประมาณโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนผู้เรียนที่เทียบโอน ซึ่งเป็นผู้ที่ทำงานแล้ว แต่ต้องการมาเรียนเพื่อรับวุฒิการศึกษาใน ๓ รายการ คือ หนังสือเรียน กิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และค่าจัดการเรียนการสอน (ค่าใช้จ่ายรายหัว)

















รมช.ศธ.กล่าวว่า จากการที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้กำหนดคำของบประมาณโครงการเรียนฟรีฯ ในปี ๒๕๕๔ จำนวนทั้งสิ้น ๕,๕๗๑,๔๙๒,๘๐๐ บาท สำหรับผู้เรียนปกติ (ปวช.ปี ๑-๓) ใน ๕ รายการคือ ค่าหนังสือเรียน ๑,๐๗๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ค่าอุปกรณ์การเรียน ๒๔๖,๑๐๐,๐๐๐ บาท ค่าเครื่องแบบนักเรียน ๔๙๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ๕๐๘,๒๕๐,๐๐๐ บาท และค่าจัดการเรียนการสอน (ค่าใช้จ่ายรายหัว ปวช.๑-๓) ๓,๒๕๒,๑๔๒,๗๕๐ บาท นั้น แต่เนื่องจากการรับฟังข้อมูลผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีความเห็นร่วมกันว่า ยังมีผู้เรียนที่เทียบโอน ซึ่งเป็นผู้ที่ทำงานในโรงงานหรือสถานประกอบการ ที่ต้องการมาเรียนเพื่อให้ได้คุณวุฒิทางการศึกษา โดยไม่จำกัดอายุและระยะเวลาในการจบการศึกษาอีกจำนวนหนึ่ง









ดังนั้น เพื่อให้การเรียนการสอนระดับอาชีวศึกษา ครอบคลุมสำหรับผู้เรียนทั้ง ๒ กลุ่มดังกล่าว ที่ประชุมจึงได้เห็นชอบในหลักการจัดสรรงบฯ สนับสนุนโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ เพิ่มเติมในกลุ่มผู้เรียนที่เทียบโอนใน ๓ รายการ คือ หนังสือเรียน กิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และค่าจัดการเรียนการสอน (ค่าใช้จ่ายรายหัว) ส่วนจำนวนและรายละเอียดต่าง ทาง สอศ.จะเสนอคำของบประมาณต่อไป









ส่วนความคืบหน้าในการดำเนินการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษานั้น รมช.ศธ.กล่าวว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะ ๘ พิจารณาแล้ว ให้ความเห็นว่าร่างกฎกระทรวงการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา มีสาระสำคัญเป็นการยุบเลิกสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั้งหมดให้สลายไปเพื่อจัดตั้งเป็นสถาบันการอาชีวศึกษา ซึ่งจะเป็นผลทำให้ขัดกับสาระสำคัญของพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา ๒๕๕๑ ซึ่งกำหนดไว้ในมาตรา ๗ ให้การจัดการศึกษาอาชีวศึกษาต้องทำใน ๒ รูปแบบ ได้แก่ สถานศึกษาอาชีวศึกษา และสถาบันการอาชีวศึกษา









กฎกระทรวงจะมีผลเป็นการยุบเลิกสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั้งหมด เพื่อจัดตั้งเป็นสถาบันการอาชีวศึกษา ๑๙ แห่งแต่เดิม จึงขัดกับบทบัญญัติในพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา และไม่สามารถกระทำได้ นอกจากนั้นยังมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า เพื่อให้การจัดการศึกษาอาชีวศึกษามีประสิทธิภาพ การรวมสถานศึกษาเพื่อจัดตั้งเป็นสถาบันการอาชีวศึกษาไม่ควรดำเนินการพร้อมกันในคราวเดียวกัน แต่ต้องคำนึงถึงความพร้อมของสถานศึกษาแต่ละแห่งที่จะมารวมกันด้วย









นอกจากนั้น ครม.ยังมีมติเมื่อ ๕ มกราคม ๒๕๕๓ เห็นชอบแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ.๒๕๕๒-๒๕๕๓) โดยให้จัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับการพัฒนากลุ่มจังหวัด และเน้นความร่วมมือกับสถานประกอบการ (แต่ในร่างกฎกระทรวงฯ ได้อ้างเฉพาะมติ ครม.เมื่อ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๑ ในการจัดกลุ่มจังหวัดยุทธศาสตร์ ๑๙ กลุ่มเท่านั้น) ต่อมาในการประชุมร่วม นรม. กับ รมว.ศธ., รมช.ศธ., รมว.วิทย์, ผู้แทนสภาพัฒน์ฯ และสำนักงบฯ เมื่อ ๑๑ ก.พ. ๒๕๕๓ เห็นชอบแนวคิดปรับเปลี่ยนการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาให้เป็นไปตามกลุ่มอุตสาหกรรม มากกว่าเพียงตามพื้นที่กลุ่มจังหวัดเท่านั้น เพื่อเชื่อมโยงกับแผนการผลิตกำลังคนกับความต้องการของสถานประกอบการและตลาดแรงงานอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ และคุณภาพ









หลังจากที่รับทราบปัญหาที่เกิดขึ้น รมช.ศธ.ได้ให้ สอศ.ร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญที่ปรึกษา รมช.ศธ.ร่วมกันหารือกับฝ่ายเลขานุการของ คณะ ๘ เพื่อหาทางออกร่วมกันเป็นการเร่งด่วน เพื่อแก้ไขสาระในร่างกฎกระทรวงให้สอดคล้องเหมาะสมกับพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา และสอดคล้องกับแผนการศึกษาฉบับปรับปรุง ตามมติ ครม.เมื่อ ๕ มกราคม ๒๕๕๓ และที่ประชุมเมื่อวันที่ ๑๑ ก.พ.๒๕๕๓ และตามข้อสังเกตของ สศช. อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่าคณะกรรมการการอาชีวศึกษาก็ยังยืนยันให้ สอศ.จัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาตามกลุ่มพื้นที่จังหวัดเท่านั้น









รมช.ศธ.กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมยังได้รับทราบสรุปการจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ โดย สอศ.ได้พิจารณาเห็นชอบนำร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพตามที่สภาพัฒน์ฯ ได้ยกร่างไว้ดีแล้ว เพื่อเสนอให้ครม. พิจารณา โดยจัดตั้งเป็นองค์การมหาชน สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.๒๕๔๒.









 









 









 









 









 

































































 









ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี (รมช.ศึกษาธิการ)
รมช.ศธ.ประชุมผู้ตรวจราชการกระทรวง









 









ศึกษาธิการ - นางสาวนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังประชุมกับผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๓ ณ ห้องประชุมอาคารราชมังคลาภิเษก ว่าได้รับฟังผลการตรวจราชการ ชี้แจงและแลกเปลี่ยนทำความเข้าใจในแนวทางนโยบายการอาชีวศึกษาในประเด็นต่างๆ ดังนี้

















- อัตรากำลังครูอาชีวศึกษา  รมช.ศธ.กล่าวว่า ตนได้ลงนามเสนอ รมว.ศธ.พิจารณาขอใช้อัตราพนักงานราชการ ๑,๑๔๐ อัตรา เพื่อรองรับการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา และดำเนินการตามมติของคณะกรรมการรัฐมนตรีพัฒนาพื้นที่พิเศษ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ (รชต.) ที่ได้ขอเปลี่ยนแปลงสถานภาพลูกจ้างชั่วคราวในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพนักงานราชการจำนวน ๒๐๖ อัตรา ทั้งยังได้เสนอบรรจุคุรุทายาทเป็นพนักงานราชการในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้อีก ๓๐ คน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการไม่นาน เพราะหลังจากนั้นจะเร่งให้ อ.ก.พ.กระทรวงศึกษาธิการ รับไปดำเนินการโดยเร่งด่วนต่อไป









นอกจากนี้ ได้ขอให้ สอศ.เร่งตรวจสอบอัตราว่างทั้งหมดของข้าราชการพลเรือนและข้าราชการครูในสังกัด ว่าจะมีอัตราว่างที่จะบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการในปี ๒๕๕๓ ได้เท่าไร ล่าสุดได้ข้อมูลว่ามีตำแหน่งว่างจะบรรจุแต่งตั้งในปีนี้ประมาณ ๓๐๐ อัตรา ซึ่งให้พิจารณาบรรจุจากสัดส่วนของพนักงานราชการด้วย









- ผลการตรวจสอบจัดซื้อครุภัณฑ์ SP2  ขณะนี้คณะกรรมการตรวจสอบการดำเนินการจัดซื้อครุภัณฑ์ SP2 ของอาชีวศึกษาทุกกลุ่มรายการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว โดยนายสุทธิชัย จันทร์อารักษ์  ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศธ. ได้มีหนังสือรายงานผลการตรวจสอบฯ ทั้งหมดไปให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ที่ สตง. เพื่อตรวจสอบและเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไปแล้ว









- การจัดทดสอบอาชีวศึกษาระดับชาติ (V-NET)  ซึ่งเดิมคาดว่าจะเริ่มจัดสอบโดย สทศ. โดยเริ่มในภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ ให้กับนักศึกษาระดับ ปวช.ชั้นปีที่ ๓ เพื่อเป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนและประเมินคุณภาพภายในของสถานศึกษานั้น คงยังไม่สามารถดำเนินการได้ทันในปีนี้ ล่าสุดอาจจะเปลี่ยนชื่อเป็นการทดสอบ VQ ซึ่งจะให้สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพเป็นผู้ดำเนินการ โดย สทศ.เป็นผู้ทดสอบข้อสอบเล็กๆ หรือข้อทดสอบเชิงปรนัย อย่างไรก็ตามจำเป็นจะต้องให้พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพผ่านการพิจารณาจาก ครม. และกฤษฎีกาก่อน









- สถานศึกษาอาชีวศึกษาไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินภายนอกของ สมศ. จำนวน ๔๑ แห่ง แยกเป็น ๑๗ สถานศึกษาที่อยู่ในระหว่างรอพินิจ และอีก ๒๔ สถานศึกษาที่ต้องเริ่มการประเมินใหม่ ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ผู้ตรวจราชการต้องให้ความสำคัญ ลงไปช่วยเหลือวิทยาลัยต่างๆ ภายในพื้นที่ โดยเฉพาะสถานศึกษาที่ยังไม่เคยมีผู้บริหารจากส่วนกลางเข้าไปตรวจเยี่ยม









- สถาบันการอาชีวศึกษา   รมช.ศธ.กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการล้วงลูกในการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา แต่เป็นการปฏิบัติตามนโยบายที่ต่อเนื่องของอาชีวศึกษา ปัญหาของการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาซึ่งแบ่งตามพื้นที่ (Area-Based) เป็น ๑๙ แห่งในคราวเดียวกันทั้งหมดนั้น ได้ร่างเป็นกฎกระทรวงออกมา แต่ไปขัดแย้งกับ พ.ร.บ.การอาชีวศึกษาฯ ซึ่งเป็นกฎหมายหลัก หากไม่ปรับแก้ร่างกฎกระทรวงดังกล่าว ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาอาจจะทำความเห็นเสนอไปยังที่ประชุม ครม. ขอไม่ให้ผ่านร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ได้ ดังนั้นขณะนี้จึงอยู่ในขั้นตอนร่างกฎกระทรวงการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาใหม่ ที่จะแบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรมตามความต้องการของตลาดแรงงาน ยืนยันว่าจะพยายามให้กฎหมายนี้ออกมาโดยเน้นไปที่คุณภาพของสถาบันการอาชีวศึกษาให้มากที่สุด ไม่ได้สนองตอบต่อการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น และจะนำเรื่องนี้ไปชี้แจงในการประชุมผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศได้รับทราบในวันที่ ๒๕ มีนาคมนี้ จึงเชื่อมั่นว่าหลังจากนั้นจะตกผลึก ได้จำนวนกลุ่มสถาบันที่ชัดเจน และดำเนินการต่อไปได้









- สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ   ความคืบหน้าขณะนี้ได้เสนอให้ รมว.ศธ.พิจารณาลงนามเรื่องการจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพให้ ครม.พิจารณา ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงสัปดาห์หน้า และหากผ่านที่ประชุม ครม.แล้ว จะส่งไปคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนจะออกเป็นพระราชกฤษฎีกาคุณวุฒิวิชาชีพต่อไป












ภาพ บัลลังก์ โรหิตเสถียร









ด้านนายสมบัติ สุวรรณพิทักษ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า จากการไปตรวจราชการทำให้ได้ข้อสรุปว่า อาชีวศึกษากำลังเผชิญปัญหาที่ท้าทายใน ๓ เรื่องที่สำคัญ คือ









๑) ภาพลักษณ์ของอาชีวศึกษา ทั้งภาพลักษณ์ที่เกิดขึ้นในตัวเด็ก ที่อาจจะยังมีภาพติดตาว่าเด็กอาชีวะเป็นเด็กก้าวร้าว จึงควรสร้างภาพลักษณ์ในเชิงบวก โดยโครงการคนพันธุ์อาที่ผ่านมาก็ถือเป็นโครงการที่ดี ติดตลาด นอกจากนี้ภาพลักษณ์ของผู้ปกครองบางส่วนที่ยังมองว่าเด็กที่มาเรียนอาชีวศึกษาเป็นเด็กไม่เก่ง ทั้งที่เด็กอาชีวศึกษาไม่ใช่เป็นเด็กชั้นสอง แต่เป็นเด็กที่ถนัดเรียนสายอาชีพมากกว่า อยากให้ กศน.ซึ่งมีเครือข่ายทั่วประเทศ ช่วยสร้างความเข้าใจแก่พ่อแม่ผู้ปกครอง 









๒) คุณภาพผู้เรียน การที่เด็กเลือกเรียนสายอาชีพจะสำคัญกว่าการเรียนสายสามัญในระยะยาว ควรประชาสัมพันธ์ให้สังคมเห็นว่าเด็กอาชีวะเก่งๆ เชิงสายอาชีพมีจำนวนมาก 









๓) การสร้างระบบประกันการทำงานให้เด็ก ควรทำความร่วมมือกับโรงงานและสถานประกอบการให้เด็กจบแล้วมีงานทำ เน้นการสร้างให้เด็กมีความรับผิดชอบ การตรงต่อเวลาในการทำงาน เป็นต้น.









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









http://www.moe.go.th/websm/2010/nc/nc05.html

























































ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี (รมช.ศึกษาธิการ)
รมช.ศธ.เปิดโครงการฝึกปฏิบัติธรรม และเยี่ยมชมสำนักพัฒนาสมรรถนะครูฯ อาชีวศึกษา









 









สำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา ถ.รามอินทรา - นางสาวนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดโครงการฝึกปฏิบัติธรรมขั้นพื้นฐาน โดยมีผู้บริหาร ครู และบุคลากรอาชีวศึกษาเข้าร่วมโครงการ ๑๐๐ คน รวมทั้งตรวจเยี่ยมสำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๓


















รมช.ศธ.กล่าวในพิธีเปิดตอนหนึ่งว่า ตนถือว่าโชคดีที่ได้มีโอกาสศึกษาในโรงเรียนที่ดี เกิดในครอบครัวที่ดี อยู่ในสังคมที่ดี และยังมีโอกาสในการทำงานที่ดีมาโดยตลอด ช่วงเป็นเด็กนักเรียนชั้น ม.๑ โรงเรียนสตรีวิทยา ได้เข้าร่วมกิจกรรมที่ดีของโรงเรียนกิจกรรมหนึ่ง คือ ได้นั่งวิปัสสนาและเดินจงกรมกับสมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน มีสิ่งหนึ่งที่จดจำและนำมาปฏิบัติได้จนถึงทุกวันนี้คือ คำสอนของสมเด็จพระสังฆราชที่กล่าวว่า โกหกตัวเองคือบาปที่สุด รองลงมาคือโกหกพ่อแม่ จึงทำให้เป็นสิ่งเตือนตัวเองเสมอว่า ไม่ว่าจะแก่เพียงใด ก็บอกกับตัวเองว่าจะไม่โกหกตัวเอง และเมื่อวันหนึ่งได้มุ่งมั่นทำงานจนประสบความสำเร็จในการงาน ก็รู้ตัวเองว่ามีพลังในการทำงานเยอะมาก ซึ่งการนั่งสมาธิก็มีส่วนสำคัญที่ช่วยหยุดพลังตัวเองเพื่อให้นิ่งมากที่สุด สำหรับการนั่งสมาธินั้น จะไม่บังคับตัวเองให้ไปนั่งสมาธิเมื่อตัวเองเป็นทุกข์ เพราะคิดว่ายิ่งนั่งก็ยิ่งร้อน แต่จะนั่งสมาธิก็ต่อเมื่อรู้สึกสบายใจ เพื่อให้นั่งและนิ่งที่สุด










เปิดโครงการฝึกปฏิบัติธรรมขั้นพื้นฐาน









รมช.ศธ.ยังได้กล่าวถึงการเข้ามาดำรงตำแหน่ง รมช.ศธ.ด้วยว่า รู้ตัวเองก่อนเพียง ๔ ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งยอมรับว่าเป็นทุกขลาภ และเมื่อเข้ามาดำรงตำแหน่งแล้วก็รับรู้ได้ว่า สิ่งที่ตัวเองเคยนั่งสมาธิก็ยังไม่สามารถนำไปใช้ได้ดี เพราะการเป็นรัฐมนตรีได้เจอผู้คน ผลกระทบยิ่งกว่าเดิม ทั้งที่ก่อนหน้านี้เวลาทำงานสามารถ Control สถานการณ์และสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ เวลาไม่พอใจอะไรก็ยังสามารถเดินออกจากห้องไปได้ แต่การเป็นรัฐมนตรีทำให้ไม่สามารถ Control Factor ทุกสิ่งได้ เพราะในตำแหน่งหากมี ๑๐๐ อย่าง เราสามารถ Control ได้ไม่เกิน ๑๐ อย่าง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการ Control ตัวเอง เพราะการเมืองคือการต่อรอง การเข้ามาเป็นรัฐมนตรีในวันนี้จึงบอกตัวเองเสมอว่าอย่างน้อยก็ต้องทำประโยชน์ได้บ้างพอสมควร และไม่ทำให้คนรอบข้างเดือดร้อน ช่วงเป็นรัฐมนตรีนี้ เคยถามผู้บริหารอาชีวะด้วยการเปิดใจว่าคิดอย่างไร ซึ่งคำตอบที่ได้คือเป็นคนจริงจัง วันนี้จึงทำตัวให้มีสติและไม่โกหกตัวเอง ซึ่งเป็นพื้นฐานการดำรงชีวิต พยายามคิดทุกคืนว่าวันนี้ได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง และวันพรุ่งนี้จะทำอะไร












ตรวจเยี่ยมสำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา









ภายหลังพิธีเปิด รมช.ศธ.ได้ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา โดยมีนายสมบัติ แสงสว่างสัจกุล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษาให้การต้อนรับและนำเยี่ยมชม โดย รมช.ศธ.ให้ความสนใจสอบถามถึงหลักสูตรการฝึกอบรมต่างๆ รวมทั้งเยี่ยมชมห้องอบรม ที่พัก และอาคารสำนักงานต่างๆ ซึ่งบางส่วนกำลังได้รับการปรับปรุงจากงบฯ SP2.









 









 

























































รมช.นริศรา ชี้แจงนโยบายอาชีวศึกษากับผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ

















 

















































































ศึกษาธิการ - นางสาวนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังประชุมกับผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๓ ณ ห้องประชุมอาคารราชมังคลาภิเษก ว่าได้รับฟังผลการตรวจราชการ ชี้แจงและแลกเปลี่ยนทำความเข้าใจในแนวทางนโยบายการอาชีวศึกษาในประเด็นต่างๆ ดังนี้










































































































- อัตรากำลังครูอาชีวศึกษา รมช.ศธ.กล่าวว่า ตนได้ลงนามเสนอ รมว.ศธ.พิจารณาขอใช้อัตราพนักงานราชการ ๑,๑๔๐ อัตรา เพื่อรองรับการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา และดำเนินการตามมติของคณะกรรมการรัฐมนตรีพัฒนาพื้นที่พิเศษ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ (รชต.) ที่ได้ขอเปลี่ยนแปลงสถานภาพลูกจ้างชั่วคราวในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพนักงานราชการจำนวน ๒๐๖ อัตรา ทั้งยังได้เสนอบรรจุคุรุทายาทเป็นพนักงานราชการในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้อีก ๓๐ คน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการไม่นาน เพราะหลังจากนั้นจะเร่งให้ อ.ก.พ.กระทรวงศึกษาธิการ รับไปดำเนินการโดยเร่งด่วนต่อไป นอกจากนี้ ได้ขอให้ สอศ.เร่งตรวจสอบอัตราว่างทั้งหมดของข้าราชการพลเรือนและข้าราชการครูในสังกัด ว่าจะมีอัตราว่างที่จะบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการในปี ๒๕๕๓ ได้เท่าไร ล่าสุดได้ข้อมูลว่ามีตำแหน่งว่างจะบรรจุแต่งตั้งในปีนี้ประมาณ ๓๐๐ อัตรา ซึ่งให้พิจารณาบรรจุจากสัดส่วนของพนักงานราชการด้วย

- ผลการตรวจสอบจัดซื้อครุภัณฑ์ SP2 ขณะนี้คณะกรรมการตรวจสอบการดำเนินการจัดซื้อครุภัณฑ์ SP2 ของอาชีวศึกษาทุกกลุ่มรายการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว โดยนายสุทธิชัย จันทร์อารักษ์ ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศธ. ได้มีหนังสือรายงานผลการตรวจสอบฯ ทั้งหมดไปให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ที่ สตง. เพื่อตรวจสอบและเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไปแล้ว

- การจัดทดสอบอาชีวศึกษาระดับชาติ (V-NET) ซึ่งเดิมคาดว่าจะเริ่มจัดสอบโดย สทศ. โดยเริ่มในภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ ให้กับนักศึกษาระดับ ปวช.ชั้นปีที่ ๓ เพื่อเป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนและประเมินคุณภาพภายในของสถานศึกษานั้น คงยังไม่สามารถดำเนินการได้ทันในปีนี้ ล่าสุดอาจจะเปลี่ยนชื่อเป็นการทดสอบ VQ ซึ่งจะให้สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพเป็นผู้ดำเนินการ โดย สทศ.เป็นผู้ทดสอบข้อสอบเล็กๆ หรือข้อทดสอบเชิงปรนัย อย่างไรก็ตามจำเป็นจะต้องให้พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพผ่านการพิจารณาจาก ครม. และกฤษฎีกาก่อน

- สถานศึกษาอาชีวศึกษาไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินภายนอกของ สมศ. จำนวน ๔๑ แห่ง แยกเป็น ๑๗ สถานศึกษาที่อยู่ในระหว่างรอพินิจ และอีก ๒๔ สถานศึกษาที่ต้องเริ่มการประเมินใหม่ ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ผู้ตรวจราชการต้องให้ความสำคัญ ลงไปช่วยเหลือวิทยาลัยต่างๆ ภายในพื้นที่ โดยเฉพาะสถานศึกษาที่ยังไม่เคยมีผู้บริหารจากส่วนกลางเข้าไปตรวจเยี่ยม

- สถาบันการอาชีวศึกษา รมช.ศธ.กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการล้วงลูกในการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา แต่เป็นการปฏิบัติตามนโยบายที่ต่อเนื่องของอาชีวศึกษา ปัญหาของการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาซึ่งแบ่งตามพื้นที่ (Area-Based) เป็น ๑๙ แห่งในคราวเดียวกันทั้งหมดนั้น ได้ร่างเป็นกฎกระทรวงออกมา แต่ไปขัดแย้งกับ พ.ร.บ.การอาชีวศึกษาฯ ซึ่งเป็นกฎหมายหลัก หากไม่ปรับแก้ร่างกฎกระทรวงดังกล่าว ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาอาจจะทำความเห็นเสนอไปยังที่ประชุม ครม. ขอไม่ให้ผ่านร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ได้ ดังนั้นขณะนี้จึงอยู่ในขั้นตอนร่างกฎกระทรวงการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาใหม่ ที่จะแบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรมตามความต้องการของตลาดแรงงาน ยืนยันว่าจะพยายามให้กฎหมายนี้ออกมาโดยเน้นไปที่คุณภาพของสถาบันการอาชีวศึกษาให้มากที่สุด ไม่ได้สนองตอบต่อการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น และจะนำเรื่องนี้ไปชี้แจงในการประชุมผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศได้รับทราบในวันที่ ๒๕ มีนาคมนี้ จึงเชื่อมั่นว่าหลังจากนั้นจะตกผลึก ได้จำนวนกลุ่มสถาบันที่ชัดเจน และดำเนินการต่อไปได้

- สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ความคืบหน้าขณะนี้ได้เสนอให้ รมว.ศธ.พิจารณาลงนามเรื่องการจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพให้ ครม.พิจารณา ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงสัปดาห์หน้า และหากผ่านที่ประชุม ครม.แล้ว จะส่งไปคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนจะออกเป็นพระราชกฤษฎีกาคุณวุฒิวิชาชีพต่อไป

บัลลังก์ โรหิตเสถียร
นงศิลินี โมสิกะ
สรุป/รายงาน









More Photoes

















 









เมนูลัดในหมวด









·                                 รมช.ศธ."นริศรา"เร่งรัดนโยบายอาชีวศึกษา ภายหลังหารือกับนายกรัฐมนตรี









·                                 ศธ.แจ้งความกรณีปลอมแปลงหนังสือราชการ









·                                 รมช.นริศราประชุมกับผู้บริหารอาชีวศึกษา ครั้งที่ ๕









·                                 รมช.ศธ.เปิดโครงการฝึกปฏิบัติธรรม และเยี่ยมชมสำนักพัฒนาสมรรถนะครูฯ อาชีวศึกษา









·                                 ความคืบหน้าจัดซื้อจัดจ้างงบครุภัณฑ์ SP2 ของอาชีวศึกษา









·                                 รมช.ศธ.มอบประกาศนียบัตรผู้สำเร็จการศึกษาของอาชีวศึกษาฉะเชิงเทรา









·                                 รมช.ศธ.”นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์” เปิดสัมมนาผลกระทบวิกฤตการณ์เงินโลก จัดโดย ITD









·                                 สอศ.พร้อมจัดงบฯ เรียนฟรี เรียนดี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ แก่เด็ก ปวช. ๕๒๑,๐๓๔ คน









·                                 การประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ และการแข่งขันหุ่นยนต์ยุวชนอาชีวศึกษาระดับชาติ สอศ.









·                                 การจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา เพื่อให้เป็นสถาบันเฉพาะเพื่อสร้างความเป็นเลิศในสาขาวิชา









 









 









 









 









 









 

























































การจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา เพื่อให้เป็นสถาบันเฉพาะเพื่อสร้างความเป็นเลิศในสาขาวิชา

















 

















































































ศึกษาธิการ - เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๓ นายสรจักร เกษมสุวรรณ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นางสาวนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์) ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนกรณีการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา เพื่อให้เป็นสถาบันเฉพาะเพื่อสร้างความเป็นเลิศในสาขาวิชา










































































































ที่ปรึกษา รมช.ศธ. กล่าวว่า เมื่อวันที่ ๖-๗ มีนาคมที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้จัดงานสมัชชาขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง









 ซึ่งเรื่องของอาชีวศึกษาเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสำคัญอย่างมาก เช่น นายอมเรศ ศิลาอ่อน ได้แสดงความเห็นไว้ ๒ เรื่อง คือ









 เรืองครูพันธุ์ใหม่และค่านิยมของการเรียนอาชีวศึกษา ที่ต้องการให้ลูกหลานของเราเรียนอาชีวะมากขึ้น เพราะเราจำเป็นต้องสร้างบุคลากรด้านกำลังคนค่อนข้างสูง

สิ่งที่อาชีวศึกษาจำเป็นต้องทำเป็นอย่างยิ่งคือ









 การจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ซึ่งช่วงที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยเรื่องนี้กันมากพอสมควร แต่ขณะนี้ น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัฒน์ รมช.ศธ.ได้เร่งรัดที่จะให้เรื่องนี้นำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อให้สถาบันฯ เกิดขึ้นได้ในปีนี้อย่างแน่นอน เพราะเป็นเรื่องที่ทุกคนรอคอย เพราะนอกจากจะทำผู้เรียนเกิดทักษะและสมรรถนะทางวิชาชีพมากขึ้นแล้ว ยังทำให้ผู้ที่สอบเทียบทักษะสมรรถนะต่างๆ ได้รับเงินเดือนสูงขึ้นด้วย

ดังนั้น การเรียนการสอนและการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาก็จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับการจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ สนองตอบต่อกลุ่มวิชาชีพและอุตสาหกรรมหลักตามความต้องการของประเทศ ขณะนี้ร่างกฎกระทรวงเรื่องการรวมสถานศึกษาอาชีวศึกษาเพื่อจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งที่ผ่านมาใช้เวลาพิจารณาค่อนข้างนาน









 









 









 เนื่องจากคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่เห็นด้วยกับการที่จะรวมสถานศึกษาอาชีวศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ทั้ง ๔๑๕ แห่งทั่วประเทศ เป็นสถาบันการอาชีวศึกษาเพียง ๑๙ แห่งในคราวเดียวกันทั้งหมด เพราะขัดกับ พ.ร.บ.การอาชีวศึกษาที่เป็นกฎหมายแม่ ซึ่งต้องการให้คงเหลือสถานศึกษาอาชีวะในระดับวิทยาลัยอยู่ด้วย นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ก็เคยตั้งข้อสังเกตว่าการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาควรจัดตั้งครั้งละจำนวนน้อยตามศักยภาพและความพร้อมของวิทยาลัยอาชีวะต่างๆ ไม่ใช่จัดตั้งในคราวเดียวกันทั้งหมด ดังนั้น หากไม่ปรับแก้ร่างกฎกระทรวงดังกล่าว ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาอาจจะทำความเห็นเสนอไปยังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขอไม่ให้ผ่านร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ได้

ทั้งนี้ น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รมช.ศธ. ได้มอบหมายให้ตนและผู้แทน สอศ.ไปหารือร่วมกับคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อวันที่ ๕ มีนาคมที่ผ่านมา และได้ข้อสรุปร่วมกันว่า จะมีการปรับแนวทางการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาใหม่ โดยจากเดิมที่จะรวมวิทยาลัยอาชีวศึกษา ๔๑๕ แห่ง เป็นสถาบันการอาชีวศึกษา ๑๙ แห่งในคราวเดียวกันทั้งหมด ซึ่งแบ่งตามพื้นที่ (Area-Based) จะเปลี่ยน









มาจัดตั้งเป็นสถาบันการชีวศึกษาเฉพาะทาง (Function-Based) โดยนำวิทยาลัยที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาเดียวกันมารวมกัน









 เพื่อสร้างความเป็นเลิศในวิชาต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องนำสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั้ง ๔๑๕ แห่งมาปรับให้เป็นเลิศในสาขาต่างๆ ทั้งหมด แต่จะนำเอาเฉพาะสถานศึกษาที่เป็นเลิศในเฉพาะกลุ่มสาขา มารวมกลุ่มกันก่อนเพื่อสร้างความเป็นเลิศในสาขานั้นๆ เช่น ยานยนต์ จะมีสถาบันการอาชีวศึกษาด้านยานยนต์ โดยรวมกลุ่มวิทยาลัยที่มีความสามารถด้านนี้มารวมกัน อาจรวมกันในพื้นที่ก่อนก็ได้ โดยดูความสามารถในการจัดการให้มีประสิทธิภาพ ไม่จำเป็นต้องให้ทุกวิทยาลัยในพื้นที่มารวมกัน ในสัปดาห์นี้ สสส.ทางการศึกษาจะมีการหารือในเรื่องนี้ด้วย โดยนายวีระศักดิ์ วงษ์สมบัติ ที่ปรึกษา รมช.ศธ.จะเข้าไปช่วยดูว่าวิทยาลัยใดมีความเชี่ยวชาญด้านใด เพราะนายวีระศักดิ์ฯ เป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจของอาชีวศึกษาเป็นอย่างมาก

นอกจากนั้นในวันที่ ๑๑ มีนาคมนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจะมีการประชุมทำความเข้าใจในเรื่องนี้กับผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ รมช.ศธ.นริศราฯ ย้ำว่าต้องการให้ผู้บริหารเห็นการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ รวมทั้งรับทราบแนวทางการปฏิรูปการศึกษา และนโยบายเรียนฟรี เรียนดี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพด้วย จึงต้องการให้ผู้บริหารอาชีวศึกษาร่วมแรงร่วมใจที่จะผลิตลูกหลานของเราให้มีคุณภาพ รองรับประชาคมอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้น ตลอดจนเพื่อให้ประเทศไทยมีทรัพยากรมนุษย์ที่แข่งขันในสังคมโลกได้จริง.


















 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 

















































สรุปค่าใช้จ่ายนักศึกษา                        วอศ.ลำปางภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา   2553                          









ระดับ ปวช.1 ทุกแผนก (ยกเว้นทวีภาคี)        









ลำดับ   รายละเอียด      จำนวนเงิน       หมายเหตุ        









1 ค่าสมัครเรียน  0                    









2 ค่าขึ้นทะเบียน 0                    









 3            ค่าบำรุงสุขภาพ           0                                  









4 ค่าบำรุงห้องสมุด         0                    









5 ค่าภาพทฤษฎี  0                    









6 ค่าภาคปฏิบัติหรือพัสดุฝึกหัด  0                    









7 ค่ากิจกรรมชมรม         200                









8 ค่าอินเตอร์เน็ต 300                









9 ค่าบัตรนักศึกษา          50                  









10           ค่าคู่มือนักศึกษา          100                









11           ค่าประกันอุบัติเหตุ      200                









12           ค่าตรวจสุขภาพ           100                









13           ค่าส่งเสริมกีฬา            0                    









14           ค่าเข้าค่ายปฐมนิเทศ    0                    









15           ค่าบำรุงรักษาสิ่งแวดล้อม       200                









16           ค่ากีฬาสี          250                









17           ค่ากิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือ        0                    









18           ค่าอาหารกลางวัน        1500              









19           ค่าชมรมผู้ปกครอง      500                









รวมทั้งสิ้น       3400              









สามพันสี่ร้อยบาทถ้วน           









http://www.lampangvc.ac.th/word/expenses_53.htm









 









                                               









 









สรุปค่าใช้จ่ายนักศึกษา            ระดับ ปวส.1 ผ้า         









ลำดับ   รายละเอียด      จำนวนเงิน       หมายเหตุ        









1          ค่าสมัครเรียน        0                    









2          ค่าขึ้นทะเบียน       100                









3          ค่าบำรุงสุขภาพ     200                              









4          ค่าบำรุงห้องสมุด   200                









5          ค่าภาพทฤษฎี (23x50)      1150              









6          ค่าภาคปฏิบัติหรือพัสดุฝึกหัด (8x50)       400                









7          ค่ากิจกรรมชมรม   200                









8          ค่าอินเตอร์เน็ต       300                









9          ค่าบัตรนักศึกษา    50                  









10        ค่าคู่มือนักศึกษา    100                









11        ค่าประกันอุบัติเหตุ            200                









12        ค่าตรวจสุขภาพ     100                









13        ค่าส่งเสริมกีฬา      0                    









14        ค่าเข้าค่ายปฐมนิเทศ          250                









15        ค่าบำรุงรักษาสิ่งแวดล้อม 200                









16        ค่ากีฬาสี    250                









17        ค่ากิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือ  0                    









18        ค่าอาหารกลางวัน  0                    









19        ค่าชมรมผู้ปกครอง            500                









20        ค่าสหกรณ์วิทยาลัย           1130              









รวมทั้งสิ้น       5330    ห้าพันสามร้อยสามสิบบาทถ้วน         









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 

























































ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี (รมช.ศึกษาธิการ)
ความคืบหน้าผลตรวจสอบจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์
SP2 ของอาชีวศึกษา









 









๑๗ มีนาคม ๒๕๕๓ - นายสุทธิชัย จันทร์อารักษ์ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงความคืบหน้าผลการตรวจสอบการจัดซื้อครุภัณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาว่า การจัดซื้อจัดจ้าง ๗ กลุ่มครุภัณฑ์ไม่พบความผิดปกติ จึงจะเร่งทำเรื่องขอโอนงบฯ SP2 เพื่อดำเนินการต่อไป ส่วนครุภัณฑ์กลุ่มอื่นที่ยังคงมีปัญหาล่าช้า อาจจะต้องจัดซื้อจัดจ้างหรือจัดทำสเป็คใหม่แล้วแต่กรณี พร้อมตั้ง คกก.เร่งรัดติดตามการดำเนินงานในงบลงทุนฯ เพื่อเร่งรัดติดตามการดำเนินการในงบลงทุนของ สอศ. ให้มีประสิทธิภาพและทันระยะเวลาตามแผนที่กำหนดไว้ภายในวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๓









ผช.ลก.รมว.ศธ. กล่าวว่าได้รับมอบหมายจาก น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รมช.ศธ. ให้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เกี่ยวกับความคืบหน้าของผลการตรวจสอบการจัดซื้อครุภัณฑ์ ตามโครงการในแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง หรือ SP2 ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) โดยกล่าวว่า คณะกรรมการตรวจสอบดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์ชุดที่  ๒ ที่มีนายนพพร สุวรรณรุจิ ผู้ตรวจราชการ ศธ. เป็นประธานนั้น ได้เสนอรายงานผลการตรวจสอบมายัง รมช.ศธ.แล้ว พบว่าการจัดซื้อจัดจ้างใน ๗ กลุ่มครุภัณฑ์ไม่พบความผิดปกติ และไม่เข้าข่ายมีการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ จึงได้ทำหนังสือรายงานต่อ รมว.ศธ. และแจ้งเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เพื่อทำหนังสือถึงสำนักงบประมาณ ให้โอนงบประมาณให้แก่สถานศึกษาเพื่อดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบราชการได้ทันภายในวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๓









สำหรับ









ครุภัณฑ์ ๗ กลุ่มรายการที่ไม่พบความผิดปกติ ประกอบด้วย









 ๑) ครุภัณฑ์กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนชั้นสูง









 ๒) กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนพื้นฐาน









๓) กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม









๔) กลุ่มสิ่งแวดล้อมและพลังงานทดแทน









 ๕) กลุ่มเครื่องจักรอิเล็กทรอนิกส์









๖) กลุ่มเครื่องหนัง เซรามิค และศิลปกรรม









๗) กลุ่มวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์









 









 









ส่วนครุภัณฑ์กลุ่มอื่นนอกเหนือจากนี้ยังคงมีปัญหาล่าช้าอยู่บ้าง เช่น กลุ่มงานแม่พิมพ์ ซึ่งอาจจะต้องพิจารณาว่าจะต้องประมูลจัดซื้อจัดจ้างใหม่หรือไม่ เพราะบางวิทยาลัยใช้วิธีการประมูลรวม ในขณะที่บางวิทยาลัยใช้วิธีการประมูลแยก หรือกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเข้าถึงบริการองค์ความรู้และเทคโนโลยี ซึ่งยังไม่ได้จัดทำข้อกำหนดคุณลักษณะเฉพาะนั้น จะได้สั่งการให้ สอศ.เร่งรัดดำเนินการต่อไป









ดังนั้น เพื่อมิให้กระทบกับกรอบเวลาการใช้จ่ายงบประมาณโครงการ SP2 และเพื่อให้เป็นไปตามแผนการจัดซื้อจัดจ้างที่จะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๓ รมช.ศธ.จึงได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้ง "คณะกรรมการเร่งรัดติดตามการดำเนินงานในงบลงทุนของ สอศ. ในปีงบประมาณ ๒๕๕๓" โดยมีนายบัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน   พร้อมคณะกรรมการรวมทั้งสิ้น ๕ ท่าน ให้มีอำนาจหน้าที่ในการเร่งรัดติดตามการดำเนินการในงบลงทุนของ สอศ.ให้มีประสิทธิภาพและทันระยะเวลาตามแผนงานและเป้าหมายที่กำหนดไว้









ผช.ลก.รมว.ศธ. กล่าวด้วยว่า จากการประสานงานกับเลขาธิการ กอศ.  ทำให้มั่นใจว่า สอศ. มีความเข้าใจกรอบเวลาดังกล่าว และจะต้องเร่งดำเนินการจัดทำแผนจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดให้ทันภายในเวลาที่กำหนด เพื่อมิให้ต้องส่งงบฯ คืนคลัง.









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 

























































รมช.นริศราประชุมกับผู้บริหารอาชีวศึกษา ครั้งที่ ๕

















 

















































































ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงศึกษาธิการ - นางสาวนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังประชุมกับผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ครั้งที่ ๕/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๓ ว่าได้พิจารณาในประเด็นต่างๆ ดังนี้










































































































การจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา

รมช.ศธ.กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นการจัดกลุ่มสถานศึกษาของอาชีวศึกษาทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาวิชาชีพและการผลิตกำลังคนในระดับ ปวช.และ ปวส.เป็นหลัก ซึ่งช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้สั่งการให้ สอศ.ร่างแผนการดำเนินการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาโดยคำนึงถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ซึ่งจะต้องแยกตามกลุ่ม Function-Based เพื่อให้สถาบันสนองตอบต่อ ๑๓ กลุ่มคลัสเตอร์อุตสาหกรรมหลักของประเทศได้อย่างชัดเจน ไม่ใช่เป็นการแยกตาม Area-Based เหมือนที่ผ่านมา

ที่ประชุมครั้งนี้ได้พิจารณาเห็นว่า การจัดกลุ่มของสถานศึกษาที่ได้นำเสนอครั้งนี้ ยังไม่สอดคล้องกับ Function-Based ที่ไม่จำเป็นต้องยึดตามกรอบการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาแบบเดิมที่กำหนดไว้ ๑๙ กลุ่มพื้นที่ ดังนั้นที่ประชุมจึงให้มีการตั้งคณะทำงานของ สอศ.ประชุมร่วมกับคณะทำงานของ รมช.ศธ. พร้อมทั้งตัวแทนของคณะกรรมการกฤษฎีกา ภายในวันที่ ๕ มีนาคมนี้ เพื่อพิจารณาการจัดกลุ่มของสถาบันการอาชีวศึกษาใหม่ พร้อมทั้งรายงานต่อรัฐมนตรีทราบในวันเดียวกัน จากนั้นจะได้เร่งนำเสนอเข้าที่ประชุม ครม.เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

การเสนอร่างจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน)

รมช.ศธ.กล่าวว่า การดำเนินการที่ผ่านมาในการจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพนั้น ทางกระทรวงแรงงานได้เคยมีข้อคิดเห็นแย้งว่า อาจทับซ้อนกับภารกิจและอำนาจหน้าที่ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จึงควรหารือเชิงนโยบายระหว่างกระทรวงทั้งสองให้ชัดเจนก่อนนำเสนอ ครม.พิจารณา ซึ่งต่อมาที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๓ มีมติแล้วว่า เป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของ ศธ.ที่สามารถดำเนินการจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพได้โดยไม่ซ้ำซ้อนกัน

ดังนั้นที่ประชุมจึงได้พิจารณาเห็นว่า ควรนำเรื่องนี้กลับเข้าพิจารณาใน ครม.อีกครั้งหนึ่ง โดยจะเสนอให้ใช้ร่าง พ.ร.ฎ.จัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) พ.ศ. .... เป็นหลักในการพิจารณาต่อไป

แผนการรับนักเรียน ปวช. ปีการศึกษา ๒๕๕๓

ที่ประชุมได้มอบให้ ว่าที่ ร.ต.พงษ์เพ็ชร์ พิทยาพละ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาเกษตรกรรมและประมง สรุปข้อมูลแผนการรับนักเรียนในระบบของสถานศึกษาอาชีวศึกษา ๔๑๕ แห่ง ซึ่งกำหนดไว้ ๒๒๐,๐๐๐ คน ให้ชัดเจนภายในวันที่ ๕ มีนาคมนี้ เพื่อนำเข้าที่ประชุมผู้บริหารองค์กรหลัก ศธ. ได้รับทราบและพิจารณาแผนการรับนักเรียนปีการศึกษา ๒๕๕๓ ในภาพรวมของ ศธ. ซึ่งจะต้องกำหนดสัดส่วนให้ชัดเจนระหว่างการรับนักเรียนสายอาชีพกับสายสามัญต่อไป

นอกจากนิ้ หากมีการจัดทำข้อมูลแผนการรับนักเรียนเป็นรายคน (โดยคำนึงถึงกรณีออกกลางคันด้วย) จะเป็นประโยชน์ต่อการจัดสรรงบประมาณตามโครงการเรียนฟรี เรียนดี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ และการวางแผนการรับนักเรียน ทั้งนี้ รมช.ศธ.ขอให้กำชับให้สถานศึกษารายงานข้อมูลนักเรียนที่ถูกต้อง ซึ่งจะมีการสุ่มลงไปตรวจสอบในระดับสถานศึกษาด้วย

แผนอัตรากำลังครูและบุคลากรทางการศึกษา

รมช.ศธ.กล่าวว่า ได้มอบให้ สอศ. ตรวจสอบอัตราว่างทั้งหมดของข้าราชการพลเรือนและข้าราชการครูในสังกัด เพื่อจะประกาศออกไปให้ชัดเจนก่อนวันที่ ๑๑ มีนาคมนี้ว่าจะมีอัตราว่างที่จะบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการในปี ๒๕๕๓ ได้เท่าไร พร้อมทั้งนำไปใช้วางแผนการพิจารณาบรรจุแต่งตั้งจากสัดส่วนของพนักงานราชการด้วย

รมช.ศธ.กล่าวด้วยว่า ในวันที่ ๑๑ มีนาคมนี้ ที่สโมสรกองทัพบก จะมีการประชุมมอบนโยบายผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าส่วนราชการ รวมทั้งศึกษานิเทศก์ในสังกัด สอศ.ทั่วประเทศ กว่า ๗๐๐ คน จึงขอให้ สอศ. เน้นย้ำผู้บริหารทุกคนที่เกี่ยวข้องให้เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้โดยพร้อมกันด้วย

สำหรับผลสรุปการตรวจสอบกรณีทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์ สอศ.โครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง (SP2) นั้น รมช.ศธ.กล่าวว่า จะต้องเร่งรัดเป็นหนังสือไปยัง สอศ.อีกครั้งว่า ขั้นตอนที่ต่อเนื่องจากผลสอบนั้นทางเลขาธิการ กอศ.จะดำเนินการต่อไปอย่างไร ส่วนการรายงานถึงนายกรัฐมนตรีและ รมว.ศธ.นั้น ได้รายงานไปส่วนหนึ่งแล้วว่า จะต้องมีการจัดซื้อจัดจ้างให้ถูกต้องตามระเบียบฯ ทั้งนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์แก่นักเรียนนักศึกษาอาชีวะอย่างแท้จริง โดยคณะกรรมการสอบสวนชุดแรกมีนายนพพร สุวรรณรุจิ ผู้ตรวจราชการ ศธ.เป็นประธาน ได้รายงานมาแล้วว่าขอทำความเข้าใจกับผลการสอบสวนครุภัณฑ์ที่จะออกมา ๕ รายการเพื่อให้จบทีเดียว ส่วนผลสอบของคณะกรรมการฯ ชุดที่สองซึ่งมีนายกิจสุวัฒน์ หงส์เจริญ ผู้ตรวจราชการ ศธ.เป็นประธานนั้น จะมีผลตรวจสอบครุภัณฑ์อีก ๑๑ รายการ ซึ่งผลสอบสวนจะออกมาคล้ายๆ กัน คือจับประเด็นไปที่แนวทางการแก้ปัญหา หลังจากนั้น สอศ.จะต้องนำผลการสอบสวนไปพิจารณาดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างต่อไป..

บัลลังก์ โรหิตเสถียร
นงศิลินี โมสิกะ
สรุป/รายงาน

















 









 









 









 









 









 









 









 









 









 

























































รมช.ศธ."นริศรา"เร่งรัดนโยบายอาชีวศึกษา ภายหลังหารือกับนายกรัฐมนตรี

















 

















































































รมช.ศธ.เร่งรัดนโยบายอาชีวศึกษา ภายหลังหารือกับนายกรัฐมนตรี










































































































นางสาวนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมกับผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ว่าได้เร่งรัดให้ สอศ. เร่งดำเนินการตามนโยบายการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง โดยเฉพาะโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ อาชีวะได้รับค่าใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มขึ้น และหนังสือเรียนอาชีวศึกษาได้รับอุดหนุนฟรี ๑๐๐% พร้อมผลักดันการจัดตั้งกลุ่มสถาบันการอาชีวศึกษาตามกลุ่มอุตสาหกรรม ๑๓ คลัสเตอร์ และการจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ

รมช.ศธ.กล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหาร สอศ. ครั้งที่ ๔/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ณ ห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ว่า การประชุมครั้งนี้ได้เร่งรัดให้ สอศ.ดำเนินการเกี่ยวกับนโยบายการอาชีวศึกษาในประเด็นต่างๆ ดังนี้

• โครงการเรียนฟรี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอาชีวศึกษา ค่าใช้จ่ายต่อหัวของผู้เรียนอาชีวศึกษาจะต้องได้รับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหนังสือเรียนนั้น นายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบตามที่ ศธ.เสนอว่า ควรให้ "ยืม" หนังสือเรียนได้ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนต้น สำหรับมัธยมศึกษาตอนปลายและระดับอาชีวศึกษานั้น นายกรัฐมนตรีเห็นชอบ "ให้" อุดหนุนหนังสือเรียนฟรี ๑๐๐% เพื่อให้เด็กได้นำหนังสือเรียนกลับไปทบทวน และเก็บไว้ใช้ติดตัวเพื่อประโยชน์ในการประกอบอาชีพได้ ส่วนค่าใช้จ่ายต่อหัวและงบลงทุน ควรจะต้องปรับค่าใช้จ่ายกลางปีงบประมาณ เพื่อให้สอดคล้องตามแผนพัฒน์ ซึ่งจะเปลี่ยนการจัดงบประมาณจากกลุ่มจังหวัด (Area Based) เป็นกลุ่มอุตสาหกรรม (Function Based) ที่สะท้อนต่อการลงทุนของประเทศในกลุ่มอุตสาหกรรม ๑๓ คลัสเตอร์ เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเกษตร ท่องเที่ยว ยานยนต์ ซอฟต์แวร์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี โลจิสติกส์และพาณิชย์นาวี เป็นต้น ทั้งนี้นายกรัฐมนตรียังได้ให้ ศธ.กำชับไม่ให้สถานศึกษาเก็บเงินเพิ่มจากผู้ปกครองด้วย

• โครงการครูพันธุ์ใหม่ ต้องดำเนินการต่อเนื่องจากปีงบประมาณที่ผ่านมา โดยต้องเน้นการผลิตครูพันธุ์ใหม่ให้สอดคล้องตาม ๑๓ กลุ่มคลัสเตอร์เช่นกันด้วย สำหรับสัดส่วนของการบรรจุจากพนักงานราชการนั้น เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ ศธ.จะต้องนำมาพิจารณาเช่นกัน ส่วนมาตรการจูงใจให้คนเก่งคนดีเข้ามาเป็นครูนั้น จะเน้นค่าตอบแทนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะข้าราชการครูบรรจุใหม่ ซึ่งจะมีฐานเงินเดือนบรรจุใหม่ในระดับที่สูงขึ้น

• สถาบันการอาชีวศึกษา เป็นการจัดกลุ่มสถานศึกษาของอาชีวศึกษาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาวิชาชีพและการผลิตกำลังคนในระดับ ปวช.และ ปวส.เป็นหลัก ซึ่งความคืบหน้าล่าสุดอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาในการออกเป็นประกาศกระทรวง เพื่อจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา ที่จะเปลี่ยนจากการแยกตามกลุ่มจังหวัด เป็นการแยกตามกลุ่มอุตสาหกรรม ๑๓ คลัสเตอร์ เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงการผลิตกำลังคนกับความต้องการของตลาดแรงงานและสถานประกอบการได้อย่างเป็นระบบ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ อีกประการที่สำคัญคือต้องเร่งมาตรการต่างๆ เช่น การเพิ่มค่าตอบแทน การแนะแนวนักเรียน เพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีวศึกษาให้มากขึ้นจากปีที่ผ่านมา ที่มีสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีวศึกษาต่อสายสามัญ เพิ่มขึ้นจาก ๔๐:๖๐ เป็น ๔๗:๕๓ แล้ว

• สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ศธ.กำลังเร่งรัดดำเนินการจัดตั้งสถาบันนี้ โดยอาจจะออกเป็นพระราชกฤษฎีกาสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เพื่อเป็นหลักในการกำหนดคุณวุฒิการเรียนการสอนสายอาชีพ ให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินสมรรถนะด้านวิชาชีพของผู้สำเร็จ ปวช. ปวส. และปริญญาตรีปฏิบัติการ ซึ่งจะมีผลถึงค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้นด้วย โดยขณะนี้ ศธ.มีโครงการนำร่องกับผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สาขาอุตสาหกรรมการต่อเรือและเดินเรือทะเล ซึ่งจะทำให้ผู้ที่จบ ปวส.ในกลุ่มอุตสาหกรรมด้านนี้ได้รับเงินเดือนสูงกว่าปริญญาตรีทั่วไป

• โครงการคืนครูให้นักเรียน ยังคงดำเนินการต่อเนื่อง แม้ปีที่ผ่านมา สอศ. จะไม่ได้รับ แต่หากปีนี้จำเป็นจะต้องขออัตราเพิ่มเพื่อทดแทนอัตราเกษียณ ขอให้เร่งเสนอขออัตราไปด้วย

• โรงเรียนดีประจำตำบล เป็นนโยบายของ ศธ.ที่ต้องการสร้างโรงเรียนดีประจำตำบลโดยในระยะแรกจะสร้างทุกเขตพื้นที่การศึกษาละ ๑ โรง รวม ๑๘๒ โรงเรียน (ไม่รวม สพท.กทม. ๓ เขต) ดังนั้น สอศ.จำเป็นจะต้องพัฒนาสถานศึกษา ปรับหลักสูตรการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ มีความเข้มแข็งเพิ่มขึ้นเช่นกันด้วย

บัลลังก์ โรหิตเสถียร
นงศิลินี โมสิกะ
สรุป/รายงาน

















 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 

























































ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี ๙๘/๒๕๕๓
ร่าง พ.ร.บ.เงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่ง









 









นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการผลักดันร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่ง ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา









รมว.ศธ.กล่าวว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา โดยนายชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ เป็นประธานอนุกรรมการ ได้ทำการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูล และพิจารณาค่าตอบแทนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้มีความเหมาะสม เป็นธรรม และได้มาตรฐานไม่เกิดความเหลื่อมล้ำในระบบราชการ









ซึ่ง รมว.ศธ.จะเร่งประสานงานเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีและให้มีการผลักดันร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต่อไป.









นงศิลินี โมสิกะ
สรุป/รายงาน










































รายละเอียดบัญชีเงินเดือน
www.moe.go.th/websm/2010/mar/salary.pdf

















 









 









 









 

















 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 

















 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 

















 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









31.3.2553









































































































































































ข้อสรุปจัดตั้งสถาบันอาชีวะ









  ข่าวทั้งหมด

















31 มีนาคม 2553










      









ได้ข้อสรุปเบื้องต้นรูปแบบการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา









         นางสาวนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยผลการประชุมร่วมกับผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ที่ผ่านมาว่า ที่ประชุมได้รับทราบรายงานผลการประชุมหารือร่วม 3 ฝ่าย ระหว่าง คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยเชิญผู้แทนคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ 8 เข้าร่วมประชุมด้วย เพื่อพิจารณาร่างกฎกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ. การอาชีวศึกษา พ.ศ. 2551 ซึ่งได้ข้อสรุปว่า วิธีการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา สามารถกระทำได้ 3 แนวทาง คือ

1. สถานศึกษาอาชีวศึกษาที่มีความเข้มแข็ง และสามารถดูแลตนเองได้ให้คงสภาพการเป็นวิทยาลัยไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อเตรียมความพร้อมที่ยกฐานะเป็นสถาบันการอาชีวศึกษาได้ด้วยตนเอง 

2. จัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาเฉพาะทางตามความเชี่ยวชาญในสาขานั้น โดยเน้นความพร้อมในการประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนหรือผู้ประกอบการในพื้นที่ และคำนึงถึงความสอดคล้องกับแผนพัฒนากลุ่มจังหวัด 

3. จัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาในลักษณะพื้นที่ (area based) โดยกลุ่มวิทยาลัยที่จัดตั้งต้องกำหนดจุดเด่นในการสนับสนุนแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดที่เป็นที่ตั้ง และเน้นการใช้ทรัพยากรร่วมกันของกลุ่มวิทยาลัยอย่างเต็มที่ ซึ่งตนได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาไปดำเนินการปรับปรุงร่างกฎ กระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาเสียใหม่  พร้อมทั้งให้จัดทำแผนเป็น Road Map แนบเป็นเอกสารประกอบการนำเสนอร่างด้วยว่า ภายในกำหนด 3 ปี จะจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษากี่แห่ง ปีใดเป็นจำนวนเท่าไหร่ โดยให้แนวทางว่า เพื่อให้เกิดความรอบคอบ รวดเร็ว และจัดตั้งได้ทันในปีการศึกษา 2553 นี้ ในระยะแรก ควรจัดตั้งจำนวนไม่มาก ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอแนะของคณะกรรมการกฤษฎีกา                         

        รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวเพิ่มเติมว่านอกจากนั้นที่ประชุมได้พิจารณากรอบวงเงินงบประมาณ พ.ศ.2554 เพื่อสนับสนุนนโยบายเรียนฟรี เรียนดี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ ได้ข้อสรุปว่างบประมาณที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาขอตั้งจำนวน 5,571,492,800 บาท นั้น  ให้นำไปบริหารจัดการเรียนการสอนกลุ่มนักเรียนระดับ ปวช.ในระบบ เป้าหมาย จำนวน 220,000 คน ก่อน ทั้งนี้เพื่อจูงใจให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาสามารถรับนักเรียนได้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ  ที่กำหนดเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีวะ : สายสามัญ 60:40 ภายในปี 2555 
 
       สำหรับนักศึกษากลุ่มเทียบโอนประสบการณ์ และสะสมหน่วยกิต ระดับ ปวช.ให้สำนักงานคณะกรรมการ การอาชีวศึกษา ไปกำหนดเป้าหมายจำนวนรับให้ชัดเจน เพื่อเสนอของบประมาณสนับสนุนเรียนฟรีเพิ่มเติมอีกยอดหนึ่ง ทั้งนี้ให้พิจารณาความเหมาะสมด้วยว่านักศึกษากลุ่มนี้ซึ่งส่วนใหญ่มีงานทำอยู่แล้วว่าสมควรจะได้รับการอุดหนุนค่าใช้จ่ายในรายการใดบ้าง ซึ่งเบื้องต้นเห็นว่าควรตัดค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่าอุปกรณ์การเรียนออกไป เหลือรับเพียง 3 รายการ คือค่าหนังสือเรียน ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และค่าจัดการเรียนการสอน(ค่าใช้จ่ายรายหัว)


































แหล่งที่มากลุ่มประชาสัมพันธ์ สอศ.
31 มีนาคม 2553









 









แหล่งที่มา/ผู้ส่ง นิภา แย้มวจี









จำนวนผู้เข้าชม 63 ครั้ง









หน้าที่แล้ว


























 








 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









































































































พัฒนาบุคลากรอาชีวะ









  ข่าวทั้งหมด

















1 เมษายน 2553










      









สอศ. จับมือ สจพ. พัฒนาบุคลากรอาชีวศึกษา
เตรียมพร้อมขยายปริญญาตรีสายเทคโนโลยี










                สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) จัดพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการในการพัฒนาบุคลากรอาชีวศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ


















                นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือว่า กระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ดำเนินการจัดการอาชีวศึกษา และฝึกอบรมวิชาชีพ เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาทั้งในระดับช่างฝีมือ ช่างเทคนิค และนักเทคโนโลยี ให้มีคุณภาพและมาตรฐานวิชาชีพ สอดคล้องกับการพัฒนาเศษฐกิจและสังคม ส่งผลต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยดำเนินการจัดการอาชีวศึกษาร่วมกับภาครัฐและเอกชน  ซึ่งความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ครั้งนี้เกิดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบุคลากรอาชีวศึกษาให้มีความรู้ ความสามารถที่สูงขึ้นในระดับปริญญาตรี และบัณฑิตศึกษา ให้บุคลากรมีความรู้ในการพัฒนาหลักสูตร กระบวนการจัดการเรียนการสอน นวัตกรรมทางการศึกษา สื่อการเรียนการสอน และการทำงานวิจัย ซึ่งเป็นการสร้างความพร้อมของบุคลากรรองรับการขยายการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการต่อไป
 
                ดร.พรหมสวัสดิ์ ทิพย์คงคา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดยคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม และสำนักพัฒนาเทคนิคศึกษา ได้กำหนดขอบข่ายความร่วมมือ 8 ประการ ได้แก่

1. ความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา เพื่อยกระดับความรู้ ความสามารถให้สูงขึ้นในระดับปริญญาตรี และบัณฑิตศึกษา 
2. ความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา ให้มีความรู้ ความสามารถในการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ และให้มีความพร้อมในการขยายการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา 
3. ความร่วมมือในการระดมบุคลากร ผู้ทรงคุณวุฒิในการพัฒนาสื่อการเรียนการสอน และการรองรับมาตรฐานสื่อการเรียนการสอนร่วมกัน ให้มีคุณภาพมาตรฐานในระดับสูง เป็นที่ยอมรับระดับสากล 
5. ความร่วมมือในการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี เพื่อพัฒนาระบบ E-Learning และการศึกษาทางไกลเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตในสถานศึกษา 
6. ความร่วมมือวิจัย พัฒนา คิดค้นการใช้นวัตกรรมทางการศึกษา เทคโนโลยีใหม่ ๆ ในทุกด้าน การจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน และการศึกษาทางไกลผ่านระบบเครือข่ายสารสนเทศ 
7. ความร่วมมือในการจัดประชุมสัมมนาวิชาการ และดำเนินการเผยแพร่ผลงานที่เกิดจากโครงการความร่วมมือทางวิชาการ และ
8. ความร่วมมือในการดำเนินกิจกรรม/โครงการอื่น ๆ ทั้งสองฝ่ายเห็นสมควร

                ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษานอกจากจะเป็นผู้คัดเลือกบุคลากรเข้ารับการศึกษาตามเป้าหมายของโครงการแล้ว ยังจะให้การสนับสนุนด้านอาคาร สถานที่ ห้องปฏิบัติการ เครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอน การวิจัย และการฝึกปฏิบัติงาน
 
                ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นหน่วยงานรัฐที่เน้นการศึกษา วิจัย และบริการวิชาการสู่สังคม ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ครุศาสตร์อุตสาหกรรม สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ มจพ. โดยคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม และสำนักพัฒนาเทคนิคศึกษา รับผิดชอบในการบริหารระบบการศึกษางานทะเบียนนักศึกษา ตารางสอน การจัดการเรียนการสอน การจัดทำระเบียบที่เกี่ยวข้อง การฝึกอบรม การวิจัย การจัดทำหลักสูตร การจัดทำสื่อการเรียนการสอน ควบคุมมาตรฐานการศึกษา และเป็นผู้มอบวุฒิบัตร ประกาศนียบัตร ปริญญาบัตร และรับรองวุฒิทางการศึกษา โดยมีระยะเวลาความร่วมมือตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2553 – กุมภาพันธ์ 2558  


































แหล่งที่มากลุ่มประชาสัมพันธ์ สอศ.
                   31  มีนาคม  2553









 









 









 









 









 









 









































































































กอศ. กอดคอ สอศ.ดัน 10 สถาบันกลุ่มจังหวัด









  ข่าวทั้งหมด

















1 เมษายน 2553










      









กอศ. กอดคอ สอศ.ดัน 10 สถาบันกลุ่มจังหวัด









          ตามที่ผู้แทนคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (บอร์ด กอศ.)ประกอบด้วย นายเฉลิมศักดิ์ นามเชียงใต้ นายนัทธี พุคยาภรณ์ และนายอรรถการ ตฤษณารังสี พร้อมด้วย ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ประกอบด้วย ดร.ศิริพรรณ ชุมนุม นายสมนึก ผดุงจันทร์ และ นายประเวศ ยอดยิ่ง ได้เข้าประชุมร่วมกับทีมที่ปรึกษา รมช.ศึกษาธิการ ประกอบด้วย นายวีระศักดิ์ วงษ์สมบัติดร.สรจักร เกษมสุวรรณ นพ.สุทธิชัย จันทร์อารักษ์ นายสุรเทพ ตั๊นประเสริฐ ในเรื่องการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา โดยมีผู้แทนคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ 8 คือ นายสุชัย งามจิตเอื้อ เข้าร่วมประชุมเมื่อวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมานั้น
          แหล่งข่าวจากที่ประชุม เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้อภิปรายเกี่ยวกับการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษากันอย่างกว้างขวาง และเป็นที่ทราบกันดีว่าการจัดตั้งสถาบันฯตามร่างกฎกระทรวงการรวมสถานศึกษาอาชีวศึกษาเพื่อจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา ที่จะมีการรวมสถานศึกษา 415 แห่งเป็น 19 สถาบันฯนั้น ไม่สามารถดำเนินการจัดตั้งพร้อมกันได้ในคราวเดียว ซึ่งทางทีมที่ปรึกษา รมช.ศึกษาธิการ ได้เสนอแนวทางการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาเฉพาะทางที่สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มอุตสาหกรรมในแต่ละพื้นที่ แต่ผู้แทน กอศ.ก็ได้ชี้แจงถึงขั้นตอนในการจัดทำร่างกฎกระทรวงดังกล่าวตามลักษณะกลุ่มจังหวัด 19 กลุ่ม ว่าได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ และเป็นไปตามมติของบอร์ด กอศ









.อย่างไรก็ตามที่ประชุมได้มอบหมายให้คณะผู้แทน กอศ. และ สอศ.ไปร่วมกันพิจารณาแนวคิดในการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาและปรับปรุงร่างกฎกระทรวงใหม่ โดยยึดโยงการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาตามกลุ่มจังหวัด แต่ให้เลือกเฉพาะที่มีความจำเป็นและมีความพร้อม และให้ความสำคัญต่อความสอดคล้องกับการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมในพื้นที่
          แหล่งข่าว กล่าวต่อไปว่า จากการหารือ ผู้แทน
กอศ. และสอศ. เห็นว่าการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาเฉพาะทางเป็นเรื่องที่ดี เป็นประโยชน์และจะส่งผลถึงคุณภาพการอาชีวศึกษาที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มอุตสาหกรรม ธุรกิจและบริการ และการเกษตร แต่เรื่องนี้สอศ.ยังไม่ได้ศึกษาความเป็นไปได้มาก่อนทั้งในส่วนของกลุ่มอุตสาหกรรมและสถานศึกษาในสังกัด จึงรับหลักการและขอเวลาในการศึกษาข้อมูลอีกระยะหนึ่ง ส่วนการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาตามกลุ่มจังหวัดได้มีการศึกษาข้อมูลและผ่านมติของบอร์ด กอศ.มาแล้ว อีกทั้งคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ได้ให้คำแนะนำในการจัดตั้งระยะแรก 10 สถาบัน ดังนั้นก็จะยืนยันให้มีการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาตามกลุ่มจังหวัดระยะแรก10 สถาบัน และจะทำข้อสรุปดังกล่าวเสนอไปยัง น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รมช.ศึกษาธิการ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบเสนอไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้.









          --เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 1 เม.ย. 2553 (กรอบบ่าย)--









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









 









































































































































































ขยายโรงเรียนฐานวิทย์









  ข่าวทั้งหมด

















16 มีนาคม 2553










      









ขยายโรงเรียนเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์สู่ภูมิภาค
ประกาศรับสมัครนักเรียน เก่งคณิต-วิทย์ ปั้นเป็นนักประดิษฐ์
 









          สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ และสถาบันอุดมศึกษาพี่เลี้ยง เดินหน้าขยายโครงการจัดตั้งโรงเรียนเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ เพื่อจัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษา ระดับ ปวช. รูปแบบพิเศษ เพิ่มอีก 4 แห่ง หลังจากนำร่องทดลองจัดการเรียนการสอนสาขาช่างอุตสาหกรรมฐานวิทยาศาสตร์ ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี) มาตั้งแต่ปีการศึกษา 2551 จำนวน 2 รุ่น









         ดร.พรหมสวัสดิ์ ทิพย์คงคา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า เนื่องจากการยกระดับ  ขีดความสามารถในการประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยี และสร้างนวัตกรรมให้กับภาคการผลิตและบริการ ภายใต้แผน กลยุทธ์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (พ.ศ.2547 – 2556) กำหนดเป้าหมายที่จะสร้างและพัฒนากำลังคน ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหรือนักเทคโนโลยีที่มีคุณภาพให้กับประเทศอย่างเร่งด่ วนนั้น สอศ.ได้รับงบประมาณภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ ระยะที่ 2 (พ.ศ.2553 – 2555) สนับสนุนการขยายผลโครงการจัดตั้งโรงเรียนเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ไปยังสถานศึกษาในสังกัดเพิ่มอีก 4 แห่ง ใน 4 สาขาวิชา ได้แก่ สาขาเครื่องจักรอุตสาหกรรมอัตโนมัติ ในวิทยาลัยเทคนิคสุรนารี , สาขาธุรกิจท่องเที่ยว ในวิทยาลัยเทคนิคพังงา , สาขาเทคโนโลยีอาหาร ในวิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี และสาขาเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร ในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลำพูน โดยประกาศ รับสมัครนักเรียนในปีการศึกษา 2553 นี้ สถานศึกษาละ 30 คน เปิดรับนักเรียนที่จบชั้น ม.3 หรือกำลังศึกษาอยู่ชั้น ม.3 หรือเทียบเท่า มีผลการเรียนคะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.00 สนใจด้านวิทยา ศาสตร์ และคณิตศาสตร์ หากมีผลงานคิดค้นสร้างสิ่งประดิษฐ์หรือโครงการวิทยาศาสตร์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ โดยนักเรียนที่สนใจขอรับใบสมัครได้ที่วิทยาลัยดังกล่าวโดยตรง หรือโหลดแบบฟอร์มใบสมัครได้ที่เว็ปไซด์ของวิทยาลัย กำหนดยื่นใบสมัครพร้อมหลักฐานผลการเรียน และหนังสือรับรองผลงานด้านวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยี (ถ้ามี) ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป









          เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบการเรียนการสอนจะมีรูปแบบพิเศษที่กระตุ้นให้นักเรียนได้ค้นคว้าหาความรู้ และฝึกทักษะโดยการสร้างโครงงาน (Project – based Learning) มีการจัดเป็นห้องเรียนรูปแบบเฉพาะ แยกจากห้องเรียนปกติของสถานศึกษา ผู้สอนส่วนใหญ่จะเป็นอาจารย์พิเศษจากสถาบันอุดมศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขา และสถาบันการวิจัยที่เป็นภาคีเครือข่าย นอกจากนั้นนักเรียนจะต้องเข้ารับการฝึกปฏิบัติจริงใน  สถานประกอบการ ภายใต้ระบบโรงเรียนในโรงงาน นักเรียนชั้นปีที่ 1 จะต้องอยู่ประจำในหอพักที่โรงเรียนจัดให้ ซึ่งจะมีครูพี่เลี้ยงดูแลการทำก ิจกรรมเสริมนอกเวลาเรียน เพื่อบ่มเพาะและพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอย่างเต็มที่และเข้มข้น นักเรียนในโครงการยังจะได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากค่าใช้จ่ายที่ได้รับตามโครงการเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพของรัฐบาลตลอด 3 ปีจนจบการศึกษา อาทิ ค่าห้องสมุด วัสดุโครงการ สื่อการเรียนการสอน อุปกรณ์ไอที ค่าอาหาร 3 มื้อ เมื่อนักเรียนจบระดับ ปวช. จากโครงการนี้แล้วจะได้รับการสนับสนุนให้เข้ารับการศึกษาต่อในระดับ ปวส. และปริญญาตรีสายเทคโนโลยีในสถาบันการอาชีวศึกษาหรือระดับบัณฑิตศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นเครือข่ายต่อไป









แหล่งที่มา : กลุ่มประชาสัมพันธ์ / 16 มีนาคม 2553









 









 









 









 









 









สบย.1 จัดประชุมคณะกรรมการ กบย.กจ.ที่15,16

















































































 

















































นายนพพร สุวรรณรุจิ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ประจำเขตตรวจราชการที่ 15,16 เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารยุทธศาสตร์และบูรณาการการศึกษากลุ่มจังหวัด (กบย.กจ.)ที่ 15, 16 ณ ห้องประชุมสำนักบริหารยุทธศาสตร์และบูรณาการการศึกษา ที่ 1

































 

















































































 









นายนพพร  สุวรรณรุจิ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ประจำเขตตรวจราชการที่ 15,16 เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารยุทธศาสตร์และบูรณาการการศึกษากลุ่มจังหวัด (กบย.กจ.)ที่ 15, 16 ณ ห้องประชุมสำนักบริหารยุทธศาสตร์และบูรณาการการศึกษาที่โดยมีนายสุชิน สาระจันทร์ ผอ.สบย.1  คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะอนุกรรมการ กบย.กจ.ที่ 15, 16 เข้าร่วมประชุม ในการประชุมครั้งนี้เพื่อพิจารณารับทราบการปรับปรุงแผนพัฒนาการศึกษากลุ่มจังหวัดระยะ 4 ปี (พ.ศ.2553 - 2556) กลุ่มจังหวัดที่ 15, 16 และพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติราชการศึกษาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2553









 
































































































































































































































































































































































































































































































































































































อาชีวะย้ำจุดยืนทบทวนสเปกจัดซื้อครุภัณฑ์ ’พรหมสวัสดิ์’มั่นใจทำทันใช้งบฯเอสพี2








  ข่าวทั้งหมด








 















 








5 เมษายน 2553








 









      








อาชีวะย้ำจุดยืนทบทวนสเปกจัดซื้อครุภัณฑ์ 'พรหมสวัสดิ์'มั่นใจทำทันใช้งบฯเอสพี2








          ดร.พรหมสวัสดิ์ ทิพย์คงคาเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติขยายเวลาการเสนอกรอบและคำขอขยายเวลาการใช้งบประมาณในโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ระยะที่ 2 หรือเอสพี 2 ต่อสำนักงบประมาณ ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ไปถึงวันที่20 เม.ย.นั้น สอศ.มั่นใจว่าจะสามารถจัดทำรายละเอียดและแผนการทำงานได้ทันตามกำหนดแน่นอน โดยส่วนของครุภัณฑ์ที่มีปัญหากว่า 4,100 ล้านบาทนั้น เนื่องจากช่วงที่ตนเข้ามารับตำแหน่งเลขาธิการ ได้มีการจัดซื้อจัดจ้างบางส่วนแล้ว นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศธ.ในขณะนั้นได้ให้นโยบายว่า ให้ตรวจสอบทบทวนการจัดซื้อให้ถูกต้องสอศ.จึงได้ตั้งกรรมการทำสเปกขึ้นมาเปรียบเทียบกับสเปกที่จัดซื้อไปแล้ว เมื่อทำได้ระยะหนึ่ง น.ส.นริศราชวาลตันพิพัทธ์ รมช.ศธ. ซึ่งกำกับดูแล สอศ.ก็ให้หยุดแล้วตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบรวม 3 ชุด ซึ่งเพิ่งตรวจสอบแล้วเสร็จเมื่อไม่นานนี้ อีกทั้งข้อสรุปที่รมช.ศธ. ส่งมาให้ก็ยังไม่ครบ จึงดำเนินการต่อไม่ได้
          ดร.พรหมสวัสดิ์ กล่าวต่อไปว่า วันนี้การทบทวนสเปกก็ยังต้องทำต่อไป เนื่องจากคณะกรรมการที่รมช.ศธ.ตั้งขึ้นมาจะตรวจสอบเฉพาะเรื่องจัดซื้อจัดจ้างเท่านั้น ไม่ได้ลงลึกว่าสเปกเป็นอย่างไรดังนั้นเมื่อมีกรรมการทำสเปกอยู่ก็เป็นโอกาสที่จะนำมาเปรียบเทียบ อีกทั้งเมื่อ ครม.ขยายกรอบเวลามาให้ก็ยิ่งมีโอกาสทำได้ เพื่อให้เกิดความรอบคอบ และจริง ๆ ก่อนหน้านี้กรรมาธิการทั้งของวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎรก็มีการตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว โดยเรียกผอ.สถานศึกษานับร้อยแห่งไปให้ข้อมูล และยังมีการลงไปตรวจสอบถึงในพื้นที่ รวมถึงได้ให้ความเห็นไว้ด้วยซึ่งลงลึกมาก ดังนั้นถ้าเรายังดื้อที่จะทำแล้วเกิดปัญหาในภายหลังจะทำอย่างไร จึงต้องทำให้รอบคอบให้มากที่สุดเท่าที่มีเวลาอยู่ ซึ่งไม่ใช่เป็นการดึงเวลา
          "สำหรับการทำทีโออาร์ใหม่ในบางรายการนั้นเนื่องจากกรรมาธิการได้ให้ข้อคิดเห็นว่า ครุภัณฑ์บางรายการราคาสูงเกินไป สเปกเขียนกว้างเกินไป ราคาไปเข้ากับของทางยุโรป และยังมีปัญหาว่าบางสถานศึกษาซื้อได้ถูก บางสถานศึกษากลับซื้อแพง อีกทั้งขณะนี้รายงานของคณะกรรมการตรวจสอบยังมาถึงสอศ.ไม่ครบ มีเพียงได้รับแจ้งจากเลขานุการ รมช.ศธ.เท่านั้นว่า รายการใดที่ไม่มีปัญหาและให้ดำเนินการจัดซื้อได้เลย ซึ่งถ้าบอกมาแค่นี้ก็ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้ เพราะต้องบอกด้วยว่าไม่มีปัญหาเพราะอะไร หรือมีปัญหาเพราะอะไร รวมถึงต้องบอกด้วยว่าไปพิสูจน์จากข้อมูลอะไรถึงบอกว่ามีหรือไม่มีปัญหา ไม่เช่นนั้นจะวินิจฉัยได้อย่างไร" ดร.พรหมสวัสดิ์ กล่าว.








          --เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 5 เม.ย. 2553 (กรอบบ่าย)--








 








เผยชื่อ 22 วิทยาลัยสอบตก สมศ.








  ข่าวทั้งหมด















5 เมษายน 2553









      








เผยชื่อ 22 วิทยาลัยสอบตก สมศ.








          น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ได้ประเมินมาตรฐานคุณภาพสถานศึกษาของวิทยาลัยอาชีวศึกษาทั้ง 404 แห่ง พบว่า มีวิทยาลัยที่ไม่ผ่านการประเมินสมศ. 22 แห่ง ได้แก่








1.วิทยาลัยการอาชีพเสนา








2.วิทยาลัยการอาชีพสระบุรี








3.วิทยาลัยการอาชีพบางสะพาน








4.วิทยาลัยการอาชีพปราณบุรี








5.วิทยาลัยการอาชีพด่านซ้าย








6.วิทยาลัยการอาชีพบำเหน็จณรงค์








7. วิทยาลัยการอาชีพกันตัง








8.วิทยาลัยการอาชีพท้ายเหมือง








 9.วิทยาลัยการอาชีพกบินทร์บุรี








 10วิทยาลัยการอาชีพเนินขาม








11.วิทยาลัยการอาชีพดอกคำใต้








12. วิทยาลัยการอาชีพสองพี่น้อง








13.วิทยาลัยการอาชีพพุทธมณฑล








14.วิทยาลัยการอาชีพนวมินทราชูทิศ








15.วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสาคร








16. วิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี








17.วิทยาลัยเทคนิคตรัง








18.วิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง








19.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสตูล








20. วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีระนอง








21วิทยาลัยประมงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และ








22.วิทยาลัยอาชีวศึกษาลพบุรี
          รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จะประสานสมศ.เพื่อสอบถามสาเหตุที่ทำให้วิทยาลัยไม่ผ่านการประเมิน และขอคำแนะนำว่าควรปรับแก้หรือเพิ่มเติมอะไรให้ได้มาตรฐานและคุณภาพ








          --ข่าวสด ฉบับวันที่ 5 เม.ย. 2553 (กรอบบ่าย)--








ชี้ศูนย์การเรียนโตช้าเหตุคนไม่ค่อยรู้จัก








  ข่าวทั้งหมด















5 เมษายน 2553









      








ชี้ศูนย์การเรียนโตช้าเหตุคนไม่ค่อยรู้จัก








          รศ.ธงทอง จันทรางศุเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาทางเลือก เปิดเผยความคืบหน้าการจัดตั้งศูนย์การเรียนโดยสถานประกอบการว่า ปัจจุบันมี








ศูนย์การเรียน 23 แห่ง มีผู้เรียน 3,668 คน ใน 16 เขตพื้นที่การศึกษา โดยมี 4 บริษัทที่ร่วมตั้งศูนย์การเรียน ได้แก่








 1. บ.ซี.พี.เซเว่นอีเลฟเว่น มี 20 ศูนย์ และมีผู้เรียน 3,560 คน








2. บ.เอส แอนด์ พีซินดิเคท 1 ศูนย์ ผู้เรียน 58 คน








3. บ.เทรน ไทม์ เทสต์ 1 ศูนย์ผู้เรียน 25 คน และ








4. โรงแรมรอยัล คลิฟบีช รีสอร์ท 1 ศูนย์ผู้เรียน 25 คน
          รศ.ธงทอง กล่าวต่อไปว่า ความน่าสนใจของ "
ศูนย์การศึกษาปัญญาภิวัฒน์" ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนของบริษัทซี.พี. คือการเปิดสอนหลักสูตรพาณิชยกรรม สาขาการค้าปลีก ซึ่งมีการเชื่อมโยงหลักสูตรการเรียนการสอนเข้ากับการฝึกอบรม และเงินเดือน ทำให้ประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชน 36 แห่ง เพื่อเปิดสอนหลักสูตรค้าปลีกลักษณะเดียวกับศูนย์การศึกษาปัญญาภิวัฒน์ มีผู้เรียน 1,700 คน ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมการจัดการศึกษาในระบบทวิภาคีที่มองว่าครูจะสอนอย่างเดียวไม่ได้ แต่เป็นการเปิดวิสัยทัศน์ให้ครู ตั้งแต่เรื่องหลักสูตร กระบวนการติดตามและการควบคุมเด็ก
          "ที่ผ่านมาการตั้งศูนย์การเรียนก็มีปัญหาอุปสรรค เนื่องจากยังไม่เป็นที่รับรู้ของผู้ปกครอง ครูอาจารย์ และสถานศึกษาต่าง ๆ ในวงกว้าง ทำให้ขาดความเชื่อมั่นและไม่ไว้วางใจในการให้บุตรหลานเข้ามาเรียน ส่งผลให้จำนวนการรับผู้เรียนต่ำกว่าเป้าหมาย อีกทั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบางแห่งก็ยังมีความเข้าใจในกฎระเบียบและแนวทางการปฏิบัติไม่เพียงพอ ทำให้ล่าช้าในการประสานงานและการให้คำแนะนำต่าง ๆ แก่ศูนย์การเรียน" เลขาธิการ สกศ.กล่าว.








          --เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 5 เม.ย. 2553 (กรอบบ่าย)--








การศึกษา 10 ปีอดีต - 10 ปีอนาคต








  ข่าวทั้งหมด















5 เมษายน 2553









      








ปฏิรูปการศึกษา 10 ปีอดีต - 10 ปีอนาคต








          สมพงษ์ จิตระดับ สุอังคะวาทิน
          คณะครุศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย








          การปฏิรูปการศึกษาในปี พ.ศ.2542-2552 อดีต 10 ปีผ่านมาแล้ว การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย มีทั้งจุดด้อยและจุดแข็ง การเกิดขึ้นของระบบโครงสร้าง 5 แท่ง 185 เขตพื้นที่การศึกษา โรงเรียนเป็นนิติบุคคลเพื่อรองรับการกระจายอำนาจ การทำวิจัยในเรื่องการเรียนการสอนเพื่อปรับเปลี่ยนเลื่อนวิทยฐานะด้วยแนวคิดการขอตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ในมหาวิทยาลัย เพื่อช่วยในเรื่องรายได้ ขวัญและกำลังใจ มหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งออกนอกระบบราชการหรือเรียกว่ามหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล เพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการด้านงบประมาณ บุคลากร และการพึ่งพาตัวเองเกิดองค์กรมหาชน ดั่งเช่น สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.)สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.)เพื่อเข้ามาดูแลกำกับในเชิงมาตรฐานและคุณภาพการศึกษา มีการปรับเปลี่ยนเชิงกฎหมายที่เกี่ยวข้องมากมาย และอื่นๆ
          10 ปีของอดีต การปฏิรูปการศึกษาแท้จริงคือการปฏิรูปโครงสร้างบริหารเป็นสำคัญ นำหลักการทฤษฎี การวางแผนการศึกษาเชิงตะวันตกมาใส่บริบทการศึกษาไทยจนนำไปสู่ความสูญเปล่าสิ้นเปลืองงบประมาณ ด้อยคุณภาพอย่างน่าตกใจการเข้าสู่ตำแหน่งระดับ 11 ระดับ 10 ระดับ 9 เงินเดือนบุคลากร และวิทยฐานะต่างๆ เพิ่มตำแหน่ง สัดส่วนเงินเดือนบุคลากรมากกว่า80% ของงบประมาณ ในขณะที่งบประมาณเพื่อการลงทุนพัฒนาเพื่อเด็กนักเรียนต่ำมาก แค่เพียง5% เท่านั้น หลักการดีๆ ทั้งในเชิงการกระจายอำนาจไม่เกิดขึ้น มีการมอบอำนาจแบบคำสั่งจากส่วนกลางตลอดเวลา ขาดการไว้วางใจระดับเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนจนเป็นเป็ดง่อยของการตัดสินใจด้วยตนเอง รัฐยังผูกขาดการศึกษา76% การมีส่วนร่วมของเอกชนเกิดขึ้นเพียง 18%ท้องถิ่นเพียง 5% การศึกษาทางเลือก 1%ความหลากหลายของการเรียนรู้ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานปี พ.ศ.2544 อัดแน่นไปด้วย8 กลุ่มสาระ 76 มาตรฐาน แต่คุณภาพเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ เด็กไทยทั้งประเทศอยู่ที่ 30-50%เกือบทุกรายวิชา ยกเว้นภาษาไทย คุณภาพการศึกษาไทยด้อยลง ในขณะที่เด็กนักเรียนมีอาการแตกต่างกันไป เด็กในเมืองจะเครียด กดดัน กวดวิชาหนัก คุณธรรมฝ่อลง เพื่อการแข่งขันเด็กกลุ่มเสี่ยงหลุดจากระบบโรงเรียนปีละกว่า150,000 คน กลายเป็นเหยื่อของยาเสพติดความรุนแรง และการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบัน อุดมศึกษาในระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษาหรือแอดมิสชั่นส์ ยังคงแยกส่วนกับปัญหาการศึกษาไทยอยู่ มหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อยเข้าสู่ระบบธุรกิจอุดมศึกษา แข่งขันเชิงพาณิชย์เรียกว่าระบบตลาดปริญญาอย่างเต็มตัว ในปลายปี พ.ศ.2552 บทสรุปของการได้ประโยชน์จากการปฏิรูปการศึกษาในรอบ 10 ปีอดีต เป็นของคนกลุ่มเดียวที่กระจุกตัวอยู่ส่วนกลางและผู้เกี่ยวข้อง ในขณะที่นักเรียน 12 ล้านคน แทบไม่ได้อะไรเลย ตกหล่นและเป็นเหยื่อของความล้าหลังด้อยคุณภาพ และปัญหาทางสังคมอีกมากมายในทศวรรษหน้าอย่างแน่นอน
          10 ปีอนาคตระหว่างปี พ.ศ.2552-2562 เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้และมีแนวนโยบายและทิศทางการศึกษาไทยแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ไม่เน้นโครงสร้างระบบต่อไป แต่ให้ความสำคัญเชิงคุณภาพของผู้เรียนเป็นสำคัญ ด้วยการมี 3 เสาหลัก คือ คุณภาพและมาตรฐาน โอกาสทางการศึกษา การมีส่วนร่วม ซึ่งมีกรอบ 4 ใหม่ได้แก่ การพัฒนาคนไทยยุคใหม่ ครูยุคใหม่แหล่งการเรียนรู้ใหม่ บริหารจัดการใหม่คณะกรรมการนโยบายปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองได้มีการประชุมหลายครั้ง ในเบื้องต้นได้ข้อสรุปในเชิงยุทธศาสตร์หลายประการ นับแต่เน้นผลคุณภาพคนไทย (Outcome) เก่งดีมีความสุข คิดวิเคราะห์ มีความเป็นคนไทยแสดงออกเป็นสากลได้ กระบวนการให้ความสำคัญการกระจายอำนาจแบบมีส่วนร่วม โรงเรียนเป็นหน่วยฐานสำคัญของการเปลี่ยนแปลง ครูและผู้บริหารมีวิธีการสอนและบริหารยุคใหม่เพื่อพัฒนาผู้เรียนเป็นสำคัญ เขตพื้นที่การศึกษาร่วมมือและประสานงานสถาบันอุดมศึกษา รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อสนับสนุนโรงเรียนในเขตพื้นที่ฯ ให้มีการยกระดับคุณภาพและผลสัมฤทธิ์สูงขึ้น การบริหารจัดการ5 แท่งที่ขยายใหญ่รวมศูนย์ จะไม่มีการเพิ่มแท่งเพิ่มหน่วยงาน ยกเว้นจำเป็นเท่านั้น แต่จะมีขนาดเล็กลง ดูแลเชิงนโยบาย สนับสนุนช่วยเหลือ ติดตามตรวจสอบเป็นสำคัญ เน้นการกระจายอำนาจแบบมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและ อปท.มากขึ้น และสิ่งที่สำคัญที่สุด มีนโยบายสำคัญคือ หลักสูตรการเรียนรู้ลดเนื้อหา 8 กลุ่มสาระลง 30% ให้นักเรียนมีโอกาสทำกิจกรรม โครงงานต่างๆ ทั้งในและนอกโรงเรียน 2 วันใน 5 วัน ด้วยการตั้งโจทย์คำถาม ยุววิจัยเพื่อเข้าศูนย์การเรียนรู้ชุมชนภูมิปัญญาท้องถิ่น โครงการประชาธิปไตยในโรงเรียน กิจกรรมบูรณาการศิลปะ พลศึกษาดนตรี กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ลูกเสือ เนตรนารีคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนรู้และทักษะชีวิต เป็นต้นทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับผู้บริหาร คณะครู และนักเรียนจะตัดสินใจเลือกร่วมกัน แล้วแต่ความพร้อมและความเหมาะสมในแต่ละแห่ง นอกจากนี้ยังมีการกำหนดตัวบ่งชี้และเป้าหมายการปฏิรูปการศึกษาไว้หลายด้านทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณควบคู่กันไป เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานให้คณะกรรมการขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษา สามารถมีRoad Map ในการดำเนินการได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปการศึกษา 10 ปีอนาคต ยังมีปัญหา อุปสรรค ข้อจำกัดอีกมากมาย ดั่งเช่นการเมืองไม่นิ่ง นโยบายไม่ต่อเนื่อง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา บริหารจัดการส่วนกลางเล็กลง ขัดแย้งกับกลุ่มผูกขาดการศึกษา ครูไม่เปลี่ยนวิธีการสอนข้อมูลล้าสมัย  คิดติดกรอบแบบเดิม  เป็นต้น
          คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหนังสือพิมพ์มติชน มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์และอื่นๆ ได้จัดตั้งเป็นเครือข่ายจับกระแสการปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่ 2 ไปด้วยกัน เพื่อให้เกิดการตื่นตัว สร้างกระแสการมีส่วนร่วม การระดมความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายในช่วง 1 ปีแรกที่สำคัญยิ่ง
          หวังว่าประเทศไทยจะมีการสิ้นสุดการปฏิรูปการศึกษาเสียที








          --มติชน ฉบับวันที่ 5 เม.ย. 2553 (กรอบบ่าย)--








สอศ.ตั้งงบฯเรียนฟรีฯ 5.5 พันล.








  ข่าวทั้งหมด















5 เมษายน 2553









      








คอลัมน์: แวดวงการศึกษา : สอศ.ตั้งงบฯเรียนฟรีฯ 5.5 พันล.








          น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยผลการประชุมร่วมกับผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เมื่อเร็วๆ นี้ ว่าที่ประชุมได้พิจารณากรอบวงเงินงบประมาณปี 2554 เพื่อสนับสนุนนโยบายเรียนฟรีเรียนดี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ ได้ข้อสรุปว่างบฯที่ สอศ.ขอ5,571,492,800 บาท ให้นำไปบริหารจัดการเรียนการสอนกลุ่มนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ในระบบ เป้าหมาย220,000 คนก่อน เพื่อจูงใจให้สถานศึกษาอาชีวะรับนักเรียนได้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลและ ศธ. สำหรับกลุ่มเทียบโอนประสบการณ์ และสะสมหน่วยกิตระดับ ปวช.ให้ สอศ.กำหนดจำนวนรับชัดเจน เพื่อเสนอของบฯสนับสนุนเรียนฟรีเพิ่มเติมอีกยอดหนึ่ง ทั้งนี้ ให้พิจารณาด้วยว่านักศึกษากลุ่มนี้ซึ่งส่วนใหญ่มีงานทำสมควรได้รับการอุดหนุนค่าใช้จ่ายในรายการใดบ้าง เบื้องต้นเห็นว่าควรตัดค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่าอุปกรณ์การเรียนออกไป เหลือรับอุดหนุนเพียง 3 รายการ ได้แก่ ค่าหนังสือเรียน ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน  และค่าจัดการเรียนการสอน








          --มติชน ฉบับวันที่ 5 เม.ย. 2553 (กรอบบ่าย)--








เล็งชง ครม.ตบโบนัสขรก.ต่ำกว่าซี 9








  ข่าวทั้งหมด








 















 








7 เมษายน 2553








 









      








เล็งชง ครม.ตบโบนัสขรก.ต่ำกว่าซี 9








          ก.พ.ร.เล็งชง ครม.ไฟเขียวให้โบนัสเข้าราชการต่ำกว่าซี 9 กว่า 1.2 ล้านคน เผยสร้างกำลังใจในการทำงาน
          เมื่อวันที่ 5 เมษายน นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เห็นชอบให้จัดสรรเงินรางวัลสำหรับส่วนราชการ จังหวัด และสถาบันอุดมศึกษา ที่มีการจัดทำคำรับรองการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ 2552 หรือเงินโบนัสข้าราชการแต่เนื่องจากงบมีจำกัด และไม่มีการจัดสรรงบโบนัสข้าราชการไว้ในงบประมาณปี 2553 ที่ประชุมเห็นชอบให้นำเงินเหลือที่จ่ายแต่ละส่วนราชการมีอยู่ไปจัดสรรเป็นเงินโบนัสให้ข้าราชการ ทั้งนี้ การจัดสรรโบนัสให้ข้าราชการประจำปีงบประมาณ 2552 รัฐบาลและส่วนราชการต่างๆ มีเงินเหลือจ่ายที่จะนำมาจัดสรรได้เพียง 23% ของวงเงิน 6,835 ล้านบาท
          รายงานข่าวจากที่ประชุมระบุว่า การจัดสรรเงินโบนัสครั้งนี้ จะให้เฉพาะข้าราชการที่ไม่ใช่ระดับบริหาร หรือตั้งแต่ระดับ 9 ลงมา ข้าราชการที่มีโอกาสได้รับประมาณ 1.2 ล้านคน ขณะที่เงินที่จัดสรรเหลือ 1 ใน 4 ของงบในปีที่แล้ว หรือประมาณ 1,000 ล้านบาท ดังนั้นแต่ละคนจะได้เงินไม่มาก
ขณะที่บางรายอาจไม่ได้รับ หากคะแนนประเมินผลงานไม่ถึง 3 คะแนน
          ด้าน นายธราดล เปี่ยมพงศ์สานต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แม้การจัดสรรเงินโบนัสให้ข้าราชการรอบนี้จะไม่มากแต่ถือเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้ข้าราชการที่ทำงานมาทั้งปี คาดว่าสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) จะเสนอการจัดสรรโบนัสให้ข้าราชการให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายใน 1-2 สัปดาห์นี้








          ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก








 








 








แหล่งที่มา/ผู้ส่ง นิภา แย้มวจี








จำนวนผู้เข้าชม 229 ครั้ง








หน้าที่แล้ว








 




----------------------------------------------



ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี (รมช.ศึกษาธิการ "นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์")
ประชุมสัมมนาเพื่อเตรียมจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา ครั้งที่ ๔ (ภาคใต้)



โรงแรมลี การ์เด้นส์ พลาซ่า หาดใหญ่ จ.สงขลา  - นางสาวนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รับฟังข้อสรุปจากการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อเตรียมจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา ครั้งที่ ๔ (ภาคใต้) เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๓ โดยมีผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ภาคใต้ เข้าร่วมประชุม



รมช.ศธ. กล่าวตอนหนึ่งว่า จากการรับฟังผลการสัมมนาในภาคใต้ทำให้เห็นว่าผู้บริหารเดินทางถูกทางแล้ว เพราะรูปแบบการนำเสนอความต้องการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษานั้น สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๐ และล่าสุดฉบับที่ ๑๑ อย่างไรก็ตามขอฝากให้ผู้บริหารนำแผนงานต่างๆ จากการสัมมนาไปประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกับบุคลากรและผู้เกี่ยวข้องแต่ละภาควิชาให้ชัดเจน ต้องการให้ผู้บริหารเป็นพ่อเมืองของสถานศึกษา หรือเปรียบเสมือนผู้ว่าราชการจังหวัดรุ่นใหม่ๆ ในปัจจุบันที่เป็นเหมือนพ่อเมืองของจังหวัด เพราะช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้ออกไปพบประชาชนมากขึ้น มีการติดตามการใช้งบประมาณ ปรับเปลี่ยนทัศนคติ และการประเมินผู้ว่าฯ ขึ้นกับผลงานเป็นหลัก ทำให้เกิดการตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา



ส่วนการนำเสนอการรูปแบบจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาของภาคใต้ ซึ่งเสนอว่าต้องการจัดตั้งทั้ง ๔ รูปแบบนั้น ยังมีบางสาขาวิชาที่เป็นจุดเด่นและไม่ควรลืมไปว่าเรามีฝีมือในการจัดการสอน คือ ปิโตรเคมี ระดับ ปวส. ซึ่งทำให้ผู้เรียนทุกรายที่จบออกมามีงานทำ มีรายได้ที่สูงมาก ดังนั้นรายวิชานี้จะต้องเป็นศูนย์กลางที่จะจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพต่อไป ส่วนใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษด้วย เพราะปัจจุบันผู้เรียนอาชีวะระดับ ปวช.ลดน้อยลงมากถึงร้อยละ ๓๐ จากปีที่ผ่านมา ในขณะที่จำนวนผู้อบรมหลักสูตรระยะสั้นกลับเพิ่มมากขึ้น



น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการ กอศ. ได้กล่าวถึงข้อสรุปรูปแบบการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาใน ๔ ภูมิภาคที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปในเบื้องต้นว่า



·         ภาคกลาง  เน้นการรวมกลุ่มสถานศึกษาโดยต้องการจัดตั้ง ๓ รูปแบบ คือ ๑) รูปแบบกลุ่มจังหวัด (Area Based Cluster VEI) ๒) รูปแบบกลุ่มเฉพาะทาง (Functional Based Cluster VEI) และ ๓) รูปแบบสถาบันเดี่ยวเฉพาะทาง (Specialized Functional VEI)



·         ภาคเหนือ  เน้นเฉพาะรูปแบบกลุ่มจังหวัด (Area Based Cluster VEI) โดยเฉพาะธุรกิจการบริการ เทคโนโลยีการเกษตร เป็นต้น



·         ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เน้น ๒ รูปแบบคือ ๑) รูปแบบกลุ่มจังหวัด (Area Based Cluster VEI) และกลุ่มที่เพิ่มมาใหม่คือ ๒) รูปแบบสถาบันเดี่ยวที่มีหลักสูตรครอบคลุมหลายด้าน (Area Based Provincial VEI) โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่น และนครราชสีมา ซึ่งมีนักศึกษาจำนวนมาก ต่างต้องการจัดตั้งเป็นสถาบันการอาชีวศึกษาขอนแก่น และสถาบันการอาชีวศึกษานครราชสีมา ที่จัดการสอนหลากหลายสาขาวิชา



·         ภาคใต้  ได้ข้อสรุปว่าต้องการจัดตั้งครบทั้ง ๔ รูปแบบคือ ๑) รูปแบบกลุ่มจังหวัด (Area Based Cluster VEI) เช่น เกษตรและประมง การท่องเที่ยวทางทะเล ๒) รูปแบบกลุ่มเฉพาะทาง (Functional Based Cluster VEI) โดยเน้นไปที่ฐานวิทยาศาสตร์ ๓) รูปแบบสถาบันเดี่ยวที่มีหลักสูตรครอบคลุมหลายด้าน (Area Based Provincial VEI) คือ สถาบันการอาชีวศึกษานครศรีธรรมราช ที่มีวิทยาลัยการต่อเรือนครศรีธรรมราช และ ๔) รูปแบบสถาบันเดี่ยวเฉพาะทาง (Specialized Functional VEI) คือ สถาบันการอาชีวศึกษาไฟฟ้า ที่หาดใหญ่ เป็นต้น





รมช.ศธ.กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ข้อเสนอดังกล่าวถือเป็นข้อสรุปที่มาจากผู้บริหารอาชีวศึกษาทั่วประเทศ  โดยผู้บริหารทุกแห่งจะนำไปพิจารณาทบทวนตามข้อเสนอที่เป็นประโยชน์จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประชุมชี้แจงกับบุคลากรอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงจะนำมาเสนอข้อสรุปรูปแบบการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาทั้งประเทศ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๗-๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๓ ที่กรุงเทพฯ เพื่อประกาศจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาให้เสร็จสิ้นอย่างช้าที่สุดภายในเดือนกันยายนนี้ จึงเชื่อมั่นว่าสถาบันการอาชีวศึกษาที่จะเกิดขึ้นใหม่นี้ สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาของประเทศ นโยบายการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ และตามเจตนารมณ์ของการอาชีวศึกษาซึ่งได้ดำเนินการมาครบ ๖๙ ปีในปีนี้ด้วย.



เคาะสรุปได้ 4 รูปแบบจัดตั้งสถาบันอาชีวะ



          ดร.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.)เปิดเผยถึงการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาว่า จากการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา 4 ภูมิภาคสามารถสรุปแนวทางการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาในเบื้องต้นได้ 4 รูปแบบ ได้แก่รูปแบบที่ 1 จัดตั้งเป็นสถาบันเดี่ยวที่มีความโดดเด่นเฉพาะด้าน เช่น ปิโตรเคมีซึ่งคาดว่าจะจัดตั้งที่วิทยาลัยเทคนิคระยองและกาญจนาภิเษกวิทยาลัยช่างทองหลวงที่จะเน้นงานด้านช่างทองหลวง เป็นต้น รูปแบบที่ 2 สถาบันเฉพาะด้านแบบรวมกลุ่มจังหวัด เช่น ด้านบริการและการท่องเที่ยวที่อาจรวมกลุ่มวิทยาลัยที่เปิดสอนด้านการบริการและการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดใกล้เคียงกัน *****รูปแบบที่ 3 การรวมกลุ่มพื้นที่จังหวัดเพื่อเปิดสอนในทุกสาขาวิชา และรูปแบบที่ 4 การรวมกลุ่มวิทยาลัยในจังหวัดเดียวกันขึ้นเป็นสถาบันและเปิดสอนทุกสาขาวิชา*****
          เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อไปว่าสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) จะสรุปรูปแบบดังกล่าวรายงานต่อบอร์ดกอศ.ที่จะมีการประชุมในวันที่ 11 ส.ค.นี้ จากนั้นจะมีการประชุมผู้บริหารสถานศึกษาทั้ง 415 แห่งทั่วประเทศอีกครั้งในวันที่ 17-20 ส.ค.ที่กรุงเทพฯ เพื่อหาข้อสรุปแนวทางการจัดตั้งสถาบันฯและกลับมาเสนอบอร์ดกอศ.ในครั้งต่อไป และหลังจากนั้นสอศ.จะให้เวลาวิทยาลัยไปประเมินศักยภาพของตนเองว่ามีความเชี่ยวชาญชำนาญเฉพาะด้านหรือเก่งด้านใดบ้าง เพื่อตัดสินใจว่าจะเดินไปในรูปแบบใด
          "เท่าที่รับฟังความคิดเห็นจากการสัมมนาทั้ง 4 ภาค พบว่ามีปัญหาหลัก 2 ประเด็น คือ วิทยาลัยส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าตัวเองเก่งหรือเชี่ยวชาญด้านใด และไม่มั่นใจว่าจะสามารถเปิดสอนในระดับปริญญาตรีได้หรือไม่ รวมถึงไม่มั่นใจในเรื่องการสนับสนุนงบประมาณและบุคลากรจากระดับนโยบาย ซึ่ง สอศ.จะให้เวลาวิทยาลัยไปค้นหาตัวตนของตัวเองให้ได้ก่อน ส่วนเรื่องการสนับสนุนนั้นถ้าสามารถทำแผนที่ชัดเจนได้สอศ.ก็พร้อมให้การสนับสนุน อย่างไรก็ตามคาดว่าปีการศึกษา 2554 น่าจะสามารถนำร่องการจัดตั้งสถาบันฯได้อย่างน้อยรูปแบบละ 1 สถาบัน" ดร.ศศิธารา กล่าว.



          --เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 9 ส.ค. 2553 (กรอบบ่าย)--



www.industrialclothingdesign.com สถานที่เกิดของขบวนการสร้างสรรค์



ขออนุญาตแสดงความคิดเห็น... *****รูปแบบที่ 3 การรวมกลุ่มพื้นที่จังหวัดเพื่อเปิดสอนในทุกสาขาวิชา และรูปแบบที่ 4 การรวมกลุ่มวิทยาลัยในจังหวัดเดียวกันขึ้นเป็นสถาบันและเปิดสอนทุกสาขาวิชา*****



วอศ.ลำปางพร้อมรูปแบบที่3หรือ 4 ค่ะ



กราบขอบพระคุณยิ่ง






******************************






















ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือนของข้าราชการ



          เรื่อง  ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือนของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....



          คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือนของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....  ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
        
  ข้อเท็จจริง
          กระทรวงการคลังรายงานว่า
          1. พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ยกเลิกระดับตำแหน่งข้าราชการพลเรือนและต่อมา สำนักงาน ก.พ. ได้เทียบการดำรงตำแหน่งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 เท่ากับการดำรงตำแหน่งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ตามหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1006/12 ลงวันที่ 11 ธันวาคม 2551 ซึ่งได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเทียบการดำรงตำแหน่งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535  เท่ากับการดำรงตำแหน่งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551  ทำให้มีการจัดตำแหน่งข้าราชการพลเรือนขึ้นใหม่  และ ยกเลิกระบบซีเดิม
          2. โดยที่กฎหมายตามข้อ มีผลกระทบต่อระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือนของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. 2547  กระทรวงการคลังจึงได้ปรับปรุงระเบียบกระทรวงการคลังดังกล่าว โดยการออกระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือนของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2552 โดยกำหนดให้คงสิทธิข้าราชการระดับ 8 หรือ 8 ว เดิมให้ได้รับค่าตอบแทนในอัตราเดือนละ 3,500 บาท โดยให้ข้าราชการที่ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการพิเศษ  และผู้ดำรงตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับอาวุโสเฉพาะผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งระดับ 8 หรือ 8 ว ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 หรือข้าราชการที่ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับเชี่ยวชาญ  ตำแหน่งประเภททั่วไป   ระดับทักษะพิเศษ และตำแหน่งประเภทอำนวยการระดับสูงที่เคยดำรงตำแหน่งระดับ ซึ่งไม่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 และองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการนั้นเห็นสมควรให้ตำแหน่งดังกล่าว มีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนเป็นรายเดือนในอัตราเดือนละ 3,500 บาท โดยเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ (กงช.)  พิจารณาให้ความเห็นชอบแล้วได้รับเงินค่าตอบแทนพิเศษเป็นรายเดือนในอัตราเดือนละ 3,500 บาท
          3. ระเบียบตามข้อ 2 มิได้กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งระดับ 7 เดิม แต่ได้ถูกกำหนดตำแหน่งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551  ให้ดำรงตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับอาวุโส  รวมอยู่กับผู้ดำรงตำแหน่งระดับ 8 หรือ 8 ว เดิม  และผู้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการ ที่ได้รับคำสั่งให้ไปดำรงตำแหน่งระดับชำนาญการพิเศษ ผู้ดำรงตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับชำนาญงาน ที่ได้รับคำสั่งให้ไปดำรงตำแหน่งระดับอาวุโสซึ่งมิใช่ผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งระดับ 8 หรือ 8 ว ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนรายเดือนอัตราเดือนละ 3,500 บาท
          4. กรมบัญชีกลางจึงได้ประชุมหารือร่วมกับสำนักงบประมาณและสำนักงาน ก.พ. ซึ่งมีมติว่าผู้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับชำนาญการที่ได้รับการเลื่อนเป็นระดับชำนาญการพิเศษที่ไม่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่ง เห็นควรกำหนดให้ได้รับค่าตอบแทนรายเดือน เดือนละ 3,500 บาท  ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือนของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับอาวุโส  เห็นควรให้คงหลักการเดิม คือ กำหนดให้ได้รับค่าตอบแทนรายเดือน  เดือนละ 3,500 บาท เฉพาะผู้ที่เคยดำรงตำแหน่ง ระดับ 8 หรือ 8 ว ซึ่งเดิมเคยได้รับค่าตอบแทน ก่อนมีการปรับเข้าสู่ประเภทตำแหน่งใหม่เท่านั้น 
          สาระสำคัญของร่างระเบียบ
          1. กำหนดให้ข้าราชการพลเรือนซึ่งได้รับเงินประจำตำแหน่งตามบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญ  ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนได้รับเงินค่าตอบแทนรายเดือนเท่ากับอัตราเงินประจำตำแหน่งที่ได้รับ เว้นแต่ข้าราชการที่ได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาการระดับชำนาญการ
          2.กำหนดให้ข้าราชการซึ่งได้เงินประจำตำแหน่งตามกฎหมายว่าด้วยเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งได้รับเงินค่าตอบแทนรายเดือน  เท่ากับอัตราเงินประจำตำแหน่งที่ได้รับเว้นแต่ข้าราชการซึ่งได้รับเงินประจำตำแหน่ง ระดับ 7 หรือ ตำแหน่งที่เทียบเท่า
          3. กำหนดให้ข้าราชการครูหรือบุคลากรทางการศึกษาซึ่งได้รับเงินวิทยฐานะตามกฎหมายว่าด้วยเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้รับเงินค่าตอบแทนรายเดือนในอัตราเท่ากับเงินวิทยฐานะที่ได้รับ เว้นแต่ข้าราชการครูหรือบุคลากรทางการศึกษาซึ่งได้รับเงินวิทยฐานะชำนาญการ
          4. กำหนดให้ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาซึ่งมีสิทธิได้รับทั้งเงินประจำตำแหน่งประเภทบริหาร และเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาการ ได้รับเงินค่าตอบแทนรายเดือนในอัตราเท่ากับเงินประจำตำแหน่งประเภทบริหารหรือเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาการที่สูงกว่าเพียงทางเดียว
          5. กำหนดให้ข้าราชการที่ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับชำนาญการพิเศษ มีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนเป็นรายเดือนในอัตราเดือนละ 3,500 บาท
          6. กำหนดให้ข้าราชการที่ดำรงตำแหน่งประเภททั่วไป  ระดับทักษะพิเศษ หรือประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญ ระดับทรงคุณวุฒิ หรือประเภทอำนวยการระดับสูง หรือประเภทบริหาร ระดับต้น  ระดับสูงซึ่งไม่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งตามกฎหมายว่าด้วยเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งแต่ปฏิบัติงานในตำแหน่งซึ่งมีลักษณะเป็นงานสนับสนุนประเภทประสานงาน กำกับ ดูแล ให้คำปรึกษา และงานมอบหมายพิเศษ ถ้าองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของ ข้าราชการประเภทนั้นเห็นสมควรให้ตำแหน่งดังกล่าวมีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนเป็นรายเดือนในอัตราเดือนละ 3,500 บาท ให้เสนอคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ (กงช.)  เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ



          --ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ (นายกรัฐมนตรี) วันที่ 10 สิงหาคม 2553--



 



แหล่งที่มา/ผู้ส่ง นิภา แย้มวจี



แหล่งที่มา/ผู้ส่ง 13 จำนวนผู้เข้าชม



หน้าที่แล้ว



 



สรุปแล้ว....ชำนาญการพิเศษได้5600+5600 รวม 12000บาทต่อเดือน...



                  ชำนาญการ ได้ 3500 บาทต่อเดือน..จะมีโอกาส ได้ เพิ่ม3500+3500บาท เหมือนตำแหน่งชำนาญการพิเศษหรือไม่ ?เพราะเหตุ ใด  มีแนวคิด การบริหารแผ่นดินอย่างใร?จงยกตัวอย่างการนำหลัก แนวคิด การจ่ายเงินค่าตอบแทน  อย่างไม่เป็นธรรม ประเทศไทย เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ....พร้อมภาพประกอบการศึกาดูงาน ต่างประเทศ..ที่ใช้งบต่อปี เป็น ล้าน....และ หลายๆประเทศ????????????????



 



 



 



 



 



บอร์ด กอศ. ยืนตั้งสถาบันการอาชีวฯ 19+4 “ศศิธารา” เสียงอ่อนขอนำแนวทางบูรณาการร่วม



          ใกล้ความจริง! บอร์ด กอศ.ยืนตั้งสถาบันการอาชีวฯ 19 แห่ง สถาบันเกษตร 4 ภูมิภาค เริ่มก่อนระยะแรก 10 แห่ง ด้าน สอศ.เสนอจัดตั้ง 4 รูปแบบ “ศศิธารา” เล็งนำแนวทางบูรณาการร่วม ถกอีกครั้ง 17 ส.ค.นี้
          วานนี้ (11 ส.ค.) ศ.ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ(มจพ.)ประธานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมบอร์ดกอศ.วันที่ 11 ส.ค. ว่า ตนได้ทำเอกสารรายงานความก้าวหน้าในการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาเพื่อให้บอร์ดรับทราบขั้นตอนการดำเนินการที่ผ่านมา ซึ่งในการประชุมที่ประชุมได้ยืนยันให้มีการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา 19 กลุ่มจังหวัด และ สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร 4 แห่งใน 4 ภูมิภาค โดยให้จัดตั้งระยะแรก 10 แห่งก่อน ส่วนที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)เสนอรูปแบบการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา 4 รูปแบบ ซึ่งเป็นข้อสรุปเบื้องต้นจากการประชุมสัมมนา 4 ภาคก็เป็นแนวทางที่ต้องเกิดขึ้นในอนาคตอยู่แล้ว แต่เวลานี้ควรเริ่มต้นตามที่บอร์ ดกอศ.เสนอไปก่อน
          “ตาม พ.ร.บ.การอาชีวศึกษา มาตรา 11 (2)กำหนดให้คณะกรรมการการอาชีวศึกษา มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์การจัดตั้ง การรวม และการแยกสถานศึกษาอาชีวศึกษา หรือสถาบันตามมาตรา 13 และ มาตรา 14 อีกทั้งคณะรัฐมนตรี(ครม.)ก็ได้มีมติอนุมัติหลักการร่างกฏกระทรวงการรวมสถานศึกษาอาชีวศึกษาเพื่อจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา แล้วเมื่อวันที่ 9 พ.ย.2552 ซึ่งบอร์ด กอศ.ก็มีมติให้จัดตั้งสถาบันการอาชีวฯ 19 แห่ง โดยระยะแรกจะจัดตั้ง 10 แห่งก่อนตามคำแนะนำของคณะกรรมกฤษฎีกาคณะที่ 8 และได้ขอให้นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ(ศธ.) ทำเรื่องยืนยันไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งดร.พรหมสวัสดิ์ ทิพย์คงคา อดีตเลขาธิการ กอศ. ได้ทำบันทึกถึง รมว.ศธ. เมื่อวันที่ 21 เม.ย.53 แล้ว แต่ รมว.ศธ.กลับยืนยันว่ายังไม่ทราบเรื่อง และไม่เห็นบันทึกดังกล่าว ในขณะที่ ศ.ดร.เกษม สุวรรณกุล ประธานคณะกรรมกฤษฎีกาคณะที่ 8 แจ้งกับผมด้วยตนเองว่าขณะนี้คณะกรรมการกฤษฏีกาก็กำลังรอหนังสือตอบยืนยันจาก รมว.ศธ. เพื่อทราบจำนวนสถาบันการอาชีวศึกษาที่จะจัดตั้งว่าระยะแรกจะจัดตั้งกี่แห่ง และแต่ละแห่งจะประกอบด้วยวิทยาลัยใดบ้าง เพื่อจะได้ดำเนินการในขั้นตอนต่อไป ดังนั้นที่ประชุมจึงมีมติให้ผมทำหนังสือถึงรมว.ศธ. เพื่อสอบถามเรื่องดังกล่าว พร้อมกันนี้ผมจะทำหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเพื่อสอบถามในเรื่องเดียวกันนี้ด้วย” ประธานบอร์ด กอศ.กล่าว
          ดร.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า ในที่ประชุมมีคณะกรรมการให้ความเห็นว่าควรนำแนวทางการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาทั้งที่ สอศ.และบอร์ด กอศ.นำเสนอมาบูรณาการกันโดยเน้นการผลิตนักศึกษาให้มีคุณภาพ ตรงตามความต้องของภาคอุตสาหกรรม ซึ่ง สอศ.จะนำเข้าหารือในการประชุมผู้บริหารสถานศึกษาทั่วประเทศในวันที่ 17-20 ส.ค.นี้



Source - ASTV ผู้จัดการออนไลน์ (Th)



เรียนถาม..นักการศึกษา...หารการจัดตั้งสถาบันครั้งนี้โดยมอบอำนาจให้ผู้บริหารสถานศึกษาแต่ละแห่งตัดสินใจ.(ซึ่ง..ก็ไม่ค่อยจะรักองค์กร..เท่าไหร่..ผลประโยชน์ส่วนตนและกลุ่มอุปถัมป์  มากกว่า..)..............หากบุคลากร ข้าราชการครู...คนใด ได้รับผลกระทบ..ในครั้งนี้ ซึ่งส่งผลการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต..สามารถ ฟ้องร้องศาลปกครอง  หรือ ผู้ตรวจการผ่นดิน..ได้..หรือไม่  (ยกตัวอย่างเช่นสมมุติ...วอศ.ลป.จะเด่นเฉพาะทางด้านบัญชี...แล้วส่งผลกระทบแผนกอื่น....ด้านการจัดสรรทรัพยากร..การกำหนดตำแหน่งวางตัวหน.งาน..การไม่สนับสนุน ให้แผนกผ้ามีการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น ??????เป็นต้น.ทำผลงานอะไร ขึ้นมา..ก็..ไม่สนับสนุน...กลั่นแกล้ง.....จับผิด.......แล้วก็....ใช้ไสยยาศาสตร์...บริหาร..ว่างๆจะถ่ายภาพ    การบริหารระบบราชการที่ต้องการเลี้ยงตนเอง+ครอบครัวให้อยู่ยงคงประพันธ์ ไม่ย้ายให้.......ดู..ค่ะ............นี่คือ สถาบันที่จะเป็นคลังสมอง ประเทศไทย...)ขอคำแนะนำด้วย..  กราบขอบพระคุณยิ่ง



 



 



 



ศธ.ผลิตนศ.ยานยนต์แม่พิมพ์แฟชั่นสนองนโยบายรัฐ



          ศธ.เตรียมร่วมอุตสาหกรรม ผลิต นศ.ด้านยานยนต์ แม่พิมพ์ แฟชั่น สนองตอบนโยบายรัฐที่ต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลาง 3 อุตสหากรรมนี้ในภูมิภาค โดย สอศ.ขอ อุตสาหกรรมสำรวจความต้องการของสถานประกอบการ และร่วมจัดการศึกษาแบบทวิภาคี รวมถึงเชิญชวนให้สถานประกอบการร่วมโครงการจ่ายค่าตอบทานที่เหมาะสมแก่ นศ.ที่ร่วมโครงการนี้
          น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ว่า ตามที่ตนได้เคยหารือร่วมกับ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อเร็วๆ นี้ เกี่ยวกับการร่วมมือกันในการผลิตกำลังคนสายอาชีพ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก คือ สาขาอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมแม่พิมพ์ และอุตสาหกรรมแฟชั่น เพื่อสนองตอบนโยบายรัฐบาลที่จะให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมดังกล่าวของภูมิภาค เพราะเรามีฝีมือแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมเหยดล่านี้ แต่ปัจจุบันยังประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรทั้ง 3 กลุ่มสาขาอุตสหากรรมนี้อยู่จำนวนมาก ด้วยเหตุนี้จึงมอบให้ทางสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ไปศึกษารายละเอียดและแนวทางการร่วมมือกับ ก.อุตสาหกรรมในเรื่องดังกล่าว
          อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้รายงานความคืบหน้าว่า สอศ.ได้ประชุมร่วมกับนายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ถึงกรอบความร่วมมือดังกล่าวแล้ว ซึ่ง สอศ.ขอให้กระทรวงอุตสาหกรรมได้สำรวจความต้องการของสถานประกอบการในอุตสาหกรรมทั้ง 3 ด้านว่ามีจำนวนเท่าใด เพื่อที่จะวางแผนผลิตนักศึกษาเข้าสู่สถานประกอบการ โดยให้สถานศึกษาจัดการศึกษาในระบบทวิภาคี หรือจัดให้มีโรงเรียนในโรงงาน ประการที่สำคัญคือ ขอให้สถานประกอบที่เข้าร่วมโครงการจ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสม หรือเป็นไปตามความสามารถให้แก่นักศึกษาฝึกงานที่เข้าร่วมโครงการนี้ด้วย
          ด้าน น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) กล่าวว่า ในปี 2553 มีสถานศึกษาในสังกัด สอศ. ที่เปิดสอนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ในสาขาอุตสาหกรรมยานยนต์ 322 แห่ง 105,162 คน สาขาอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ 55 แห่ง รวม 4,262 คน และ
สาขาอุตสาหกรรมแฟชั่น 64 แห่ง 2,611 คน เชื่อว่านโยบายความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของกลไกที่สำคัญในการผลักดันนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของกลุ่มอุตสาหกรรมทั้ง 3 ด้าน และสอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการได้อย่างแท้จริง โดยกระทรวงทั้งสองเตรียมที่จะลงนามความร่วมมือระหว่างกันในกลางเดือนนี้



          ที่มา: http://www.komchadluek.net



วอศ.ลำปาง...มีความพร้อมและสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของกลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่น..ตามที่ท่าน นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)  โดยการนำ ของผอ.ปฎิเวธ พึ่งอุบล.ผอ.วอศ.ลำปาง   นายสมบัติ แสงสว่างสัจกุล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสมรรถนะครู และบุคลากรอาชีวศึกษา  ผอ.สุพิศ ยางาม ผอ.วอศ.เชียงใหม่ศูนย์แฟชั่นภาคเหนือ..........................12สค2553



*********************************************************************



สมาพันธ์ฯอาชีวะหนุนสถาบันกลุ่มจังหวัด



          วอนเลิกคิดแตกแยกหวั่นกระทบยอดนศ.



          นายสิทธิพงศ์ ณ เชียงใหม่ ประธานสมาพันธ์เครือข่ายอาชีวศึกษาแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการสมาพันธ์ฯ เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา และมีความเห็นว่า การจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาจะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของนักเรียน นักศึกษา สถานศึกษา และประเทศชาติ โดยขอให้เน้นความเป็นเอกภาพ ความสามัคคี และความร่วมมือกันในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างเต็มที่ ที่สำคัญควรเร่งให้มีการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาโดยเร็ว เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่เด็กอาชีวศึกษาปัจจุบันที่จะได้รู้ว่าเขาจะมีทิศทางการศึกษาอย่างไร



          นายสิทธิพงศ์ กล่าวต่อไปว่า สมาพันธ์ฯ มีความเห็นว่า ในการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาควรเน้นที่การรวมวิทยาลัยแบบกลุ่มจังหวัดเพื่อจัดตั้งไปก่อน เพราะมีทั้งคน เครื่องมือ และอื่น ๆ พร้อมอยู่แล้วไม่ต้องไปจัดหามาใหม่ ****๑.ส่วนสถาบันเฉพาะทางค่อยมาแยกออกในภายหลัง ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กำลังดำเนินการอยู่ สำหรับรูปแบบการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดประชุมสัมมนา 4 ภาคและได้ข้อสรุปเบื้องต้น 4 แนวทางนั้น ทางสมาพันธ์ฯ เห็นว่า เป็นแนวทางที่ต้องเกิดขึ้นในอนาคตอยู่แล้ว ซึ่งเชื่อว่าบอร์ดกอศ.ก็คงไม่ขัดขวาง แต่เวลานี้ควรเริ่มต้นตามที่บอร์ดกอศ.เสนอไปก่อน



          “หากยังมีความแตกแยกทางความคิดในเรื่องการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษากันอยู่อย่างนี้ ทางสมาพันธ์ฯมีความเป็นห่วงว่านโยบายของรัฐที่จะ******๒.พิ่มจำนวนผู้เรียนอาชีวศึกษาต่อสายสามัญเป็น 60:40 ในปี 2561 อาจจะไม่สำเร็จตามเวลาที่กำหนดก็ได้ ทั้งนี้ทางสมาพันธ์ฯจะนำเสนอเรื่องนี้ต่อนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ ต่อไป” นายสิทธิพงศ์ กล่าว.



          ที่มา: http://www.dailynews.co.th



เห็นด้วย ข้อ ๑****๑.ส่วนสถาบันเฉพาะทางค่อยมาแยกออกในภายหลัง



แต่เกี่ยวโยงกับข้อ๒******๒.พิ่มจำนวนผู้เรียนอาชีวศึกษาต่อสายสามัญเป็น 60:40 ในปี 2561****เนื่องจากข้าราชการครู สายพาณิชยการ บ/ช การขาย ที่เน้นเฉพาะทางมีมาก.........ซึ่งไม่ใช่ด้านอุตสาหกรรม ทักษะแรงงาน ภาคปฎิบัติ               จะเน้นเด่นเฉพาะทาง.........เพื่อเพิ่ม นร ด้าน พาริชย จำนวน 60% เช่นที่ผ่านมา เพิ่ม เพราะเปิดสอนด้านพาณิชย์ บ/ช  ซึ่งไม่ต้อง  ความต้องการตลาด แรงงาน ชาติ.............จึงส่งผลกระทบ กลั่นแกล้ง และขัดแย้ง................วางครูบัญชี พัฒนาหลักสูตร หัวหน้างานสื่อ   เพื่ม ความ





เคลือบแครงสงสัย ..ไม่โปร่งใส.....เพื่อผลประโยชน์ (อุปถัมภ์   ชั่วโมง...ค่าสอน...)...........ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม ประเทศชาติชาติ



 



*



























แนะยุบรวม ร.ร.ขนาดเล็กนำงบฯเพิ่มเงินเดือนครู



  ข่าวทั้งหมด





12 สิงหาคม 2553




      



แนะยุบรวม ร.ร.ขนาดเล็กนำงบฯเพิ่มเงินเดือนครู



          ศ.กิตติคุณ สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ประธานคณะทำงานด้านการผลิตและการใช้ครู อนุกรรมการคุรุศึกษาแห่งชาติ กล่าวว่า จากการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็น พบว่านิยามของครูพันธุ์ใหม่ คือครูที่เป็นทั้งครูนักวิจัย ครูผู้นำและครูเพื่อศิษย์ เป็นผู้คอยกระนุ้นและอำนวยความสะดวกให้ศิษย์ได้พัฒนาเต็มศักยภาพ เป็นผู้ใฝ่ดี มีคุณธรรม ใฝ่รู้ มีแรงบันดาลใจ และทักษะในการเรียนรู้ โดยเฉพาะการเรียนรู้ และวิธีการเรียนรู้ ใฝ่สัมฤทธิ์ คิดเป็นทำเป็น แก้ปัญหาได้เป็นพลเมืองดี การผลิตครูพันธุ์ใหม่ต้องทำไปพร้อมกับสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) โครงการผลิตครูคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ที่สำคัญ****๑.ครูทุกคนต้องจบปริญญาโท เพื่อนำคุณวุฒิที่ได้ไปเชื่อมโยงกับเงินเดือนให้เทียบเคียงได้กับวิชาชีพชั้นสูง เช่น แพทย์ อัยการ ผู้พิพากษา สำหรับงบประมาณที่จะนำมาใช้เรื่องนี้ คิดในเชิงบริหารจัดการ เช่น ยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก หรือ*****๒.สนับสนุนให้เอกชนร่วมจัดการศึกษาให้มากขึ้น
          ศ.กิตติคุณสมหวังกล่าวอีกว่า การพัฒนาครูประจำการ ต้องมีองค์กรทำหน้าที่ดูแลและส่งเสริมให้มี วิธีการอบรมให้ได้คุณภาพ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการจัดโครงสร้างเงินเดือนของครูที่จัดทำขึ้นใหม่ยังคงเป็นโครงสร้างในระบบราชการ ไม่ใช่เงินเดือนของผู้ประกอบวิชาชีพชั้นสูงตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. การศึกษา ซึ่งอาจจะเริ่มทดลองใช้โครงสร้างเงินเดือนในฐานะของวิชาชีพชั้นสูงกับครูที่มาจากโครงการครูพันธุ์ใหม่ และค่อยๆปรับจนเป็นโครงสร้างเงินเดือนของผู้ประกอบวิชาชีพครูทุกคน.



          --ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 12 ส.ค. 2553 (กรอบบ่าย)--



ขออนุญาตแสดงความคิดเห็น****๑.ครูทุกคนต้องจบปริญญาโท เพื่อนำคุณวุฒิที่ได้ไปเชื่อมโยงกับเงินเดือนให้เทียบเคียงได้กับวิชาชีพชั้นสูง เช่น แพทย์ อัยการ ผู้พิพากษา........



ถามว่า...ครูสอนประถม..ต้องการเงินเดือน.สูงๆต้องจบ ด็อกเตอร์.....ดีไหม๊.....ทำไมไม่นำภาระงาน มาเชื่อมโยงกับเงินเดือน ล่ะท่าน ประเทศอื่นๆ  ที่ไปดูงานกับ เขาให้เงินเดือนครูสูงๆ เขาจบ ปริญญาเอก กัน..กระนั้น หรือท่าน



 



*****๒.สนับสนุนให้เอกชนร่วมจัดการศึกษาให้มากขึ้น



ข้าพเจ้าเห็นด้วยอย่าง ไม่เฉพาะมาร่วม...เท่านั้น..ข้าพเจ้าคิดว่า..ให้เอกชนมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษา เลย ดีกว่า.......รัฐบาลสนับสนุน แต่เงินพอ.......การบริหาร การกำหนดหลักสูตร การเลื่อนขั้นเงินเดือน  ให้บริษัทเอกชนหรือ องค์การมหาชน หรือ จะ ทำเป็น สมศ มาบริหาร+ตรวจสอบเป็นองค์กร เดียวกันกำกับ ดูแล  โดยภาคเอกชน+ภาคอุตสาหกรรม+องค์กรมหาชน ...............





 



ศธ.เตรียมจัดประชุมสัมนาพัฒนาเครือข่ายนักประชาสัมพันธ์ในสังกัด



          กระทรวงศึกษาธิการ เตรียมจัดประชุมสัมนาพัฒนาเครือข่ายนักประชาสัมพันธ์ในสังกัด เพื่อพัฒนาศักยภาพและให้เกิดความเข้าใจในการทำงานที่ตรงกัน



          นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ที่ประชุมองค์กรหลักกระทรวงศึกษาธิการได้เห็นชอบให้มีการจัด********๑..ประชุมสัมมนาพัฒนาเครือข่ายนักประชาสัมพันธ์ ของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อพัฒนาศักยภาพและยกระดับการทำงานของนักประชาสัมพันธ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  รวมถึงการสร้างเครือข่ายนักประชาสัมพันธ์ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค และถือเป็นโอกาสดีที่จะได้รับทราบนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เกี่ยวกับการจัดการศึกษาเพื่อนำไปปฏิบัติให้สอดคล้องกับการบริหาร  อีกทั้งยังเป็นการช่วยกันประชาสัมพันธ์ และสร้างความเข้าใจต่อสังคม เกี่ยวกับการดำเนินการสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 อย่างเต็มรูปแบบของกระทรวงศึกษาธิการ โดยในการประชุมสัมนาครั้งนี้ จะมีนักประชาสัมพันธ์จำนวนกว่า 600 คน จากทั่วประเทศเข้าร่วมการประชุมที่จะมีขึ้นในวันที่ 25-27สิงหาคม 2553



          นายชิณวรณ์ กล่าวอีกว่า กระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์องค์กรเป็นอย่างมาก เนื่องจากจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 นี้ประสบผลสำเร็จ โดยการร่วมกันสร้างความเข้าใจให้สังคมได้รับรู้และมองเห้นความสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ประสบผลสำเร็จต่อไป



          ที่มา: สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์



 



ขออนุญาตแสดงความคิดเห็น********๑..ประชุมสัมมนาพัฒนาเครือข่ายนักประชาสัมพันธ์ ของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อพัฒนาศักยภาพและยกระดับการทำงานของนักประชาสัมพันธ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  รวมถึงการสร้างเครือข่ายนักประชาสัมพันธ์ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ**************



***นักประชาสัมพันธ์ ขององค์กร ภายในหน่วยงานของรัฐ   ได้ทั้งตำแหน่งหน้า ค่าสอนมากๆ ได้ทั้งเงิน..ประจำตำแหน่ง..ชูกันขึ้นมา  (กลุ่มอุปถัมภ์)............ไม่มีคุณภาพ..เพราะ..จิตวิญญาณ การเป็นนักประชาสัมพันธ์...เขามีอยู่ในสายเลือด.....เขาจะนำเสนอ..ในเรื่องจริง(เท่านั้น....)



จะเพิ่มประสิทธิภาพการประชาสัมพันธ์  ของกระทรวงศึกษา นำไปอบรมเข้มอย่างใร...ก็นำเสนอ ได้ แค่เรื่องจริง......วิเคราะห์ บทความ...คงต้องวิเคราะห์..ตรงไป ตรงมา ตรงประเด็น  ประเดี๋ยวก็ถูก ปลด..............



 



ข้าพเจ้าขออนุญาตแสดงความคิดเห็นว่า...ปรับประสิทธิภาพ การบริหารองค์กร ให้ดี......www.industrialclothingdesing.com open room by surape-e@hotmail  ไม่ได้ใช้งบรัฐบาล ทำเวบ ไม่ได้ มีตำแหน่งเพื่อ เพิ่มชั่วโมงสอน...ยินดีประชาสัมพันธ์ ให้



 



1.                             ..เรียนท่าน รมต. ชินวรณ์    ออกคำสั่งโยกย้ายข้าราชการผู้บริหาร ระดับรองผู้อำนวยการ ที่อยู่เกิน 30 ปี-25 ปี 20 ปี ไปอยู่จังหวัดอื่นๆ ก่อน เป็นการสร้างสังคมองค์กรใหม่ (จากบริหาร..แบบซ่องโจร งมงาย..เล่น ไสยศาสตร์



...มาเป็น...)สถานที่เดิม



สังคมไทยยังเป็นสังคมแห่งคุณธรรม ภูมิปัญญาและการเรียนรู้ มีการสร้างองค์ความรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยี ทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อการเรียนรู้นำไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืนและมีสุขภาวะ ประชาชนอยู่ร่วมกัน
         
อย่างสันติสุขเอื้ออาทร และมีโอกาสได้รับการศึกษาตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนร่วมสร้างคนไทยเป็นพลโลกที่มีคุณภาพ
         
ผลพวงของการปฏิรูปการศึกษาดังกล่าวจะทำให้สังคมไทยมีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาคนอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อการศึกษาและเรียนรู้การบริหารจัดการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพการกระจายอำนาจสู่สถานศึกษาเขตพื้นที่ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การระดมทรัพยากรและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมทั้งความร่วมมือในภูมิภาคและในระดับนานาชาติมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ความสามารถในการร่วมมือและแข่งขันของประเทศ และอยู่ร่วมกันกับพลโลกอย่างสันติสุขพึ่งพาอาศัยและเกื้อกูลกันได้
         
การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองจะไม่มีวันสำเร็จได้ถ้าทุกภาคส่วนในสังคมไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐและเอกชน องค์กรปกครองท้องถิ่น ผู้บริหาร ครู นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ไม่ร่วมมือร่วมใจกันขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน เพราะกระทรวงศึกษาธิการคงไม่สามารถทำงานใหญ่เพียงลำพังได้
         
ฉะนั้น จึงเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของทุกคนในสังคมไทย เพื่อผนึกกำลังเดินหน้าขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองจนบรรลุเป้าหมาย และเมื่อถึงเวลานั้นคนไทยก็จะยืนอยู่ในเวทีโลกได้อย่างสง่างาม--จบ--  update13 /8/2010






 



 



 








 








 








 








 




















































































































































SP2 อาชีวะส่อแห้ว 2 พันกว่าล.“นริศรา” ลุยต่อโครงการไร้ปัญหา








  ข่าวทั้งหมด















7 เมษายน 2553









      








SP2 อาชีวะส่อแห้ว 2 พันกว่าล.“นริศรา” ลุยต่อโครงการไร้ปัญหา








          SP2 อาชีวะส่อแห้ว 2 พันกว่าล.หวั่นส่งคำขอขยายเวลาไม่ทัน 8 เม.ย.นี้ “นริศรา” โร่คุยสำนักงบฯ ขอครุภัณฑ์โครงการยกระดับคุณภาพอาชีวศึกษา 4.6 พันล.งบจัดซื้อที่ผ่านคณะกรรมการตรวจสอบ อีก 2.5 พันล.เดินหน้าต่อ
          น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ ได้ทำหนังสือแจ้งมาตรการและแนวทางการเร่งรัดติดตามการใช้จ่ายเงิน โครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข็มแข็ง ระยะที่ 2 หรือ SP2 ถึงองค์กรหลักของ ศธ.เพื่อขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยกำหนดให้จัดส่งการขอขยายเวลาต่อสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.) สำนักงานปลัด ศธ.ภายในวันที่ 8 เม.ย.นี้นั้น สำหรับงบ SP2 ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ตนได้หารือกับสำนักงบประมาณแล้วว่า หาก สอศ.ไม่สามารถที่จะเสนอกรอบในการดำเนินการจัดซื้อครุภัณฑ์งบ SP2 ได้ทันตามระยะเวลา
ตนจะเสนอว่า ในส่วนของครุภัณฑ์โครงการยกระดับคุณภาพอาชีวศึกษาสู่ความทันสมัย วงเงินกว่า 4,645 ล้านบาท ที่ได้มีการประกวดราคา และประกาศรายชื่อผู้ชนะการประกวดราคาไปแล้ว และผลการสอบของคณะกรรมการตรวจสอบการดำเนินการจัดซื้อครุภัณฑ์ SP2 พบว่า เอกสารประกวดราคา หรือ ทีโออาร์ ไม่มีปัญหา จำนวน 2,558 ล้านบาท ขอให้ดำเนินการต่อไป ส่วนที่เหลืออีก 2,089 ล้านบาท หากไม่สามารถดำเนินการได้ก็คงต้องยุติโครงการ
          น.ส.นริศรา กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ตนจะเสนอด้วยว่าในส่วนของการจัดซื้อคอมพิวเตอร์โครงการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเข้าถึงบริการองค์ความรู้และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาอาชีพที่ทันสมัย วงเงินงบประมาณในปี 2553 จำนวน 660 ล้านบาท โดยจะขอปรับเปลี่ยนงบประมาณโดยให้สำนักงานปลัด ศธ.ได้ผู้ดำเนินการจัดซื้อ เพื่อให้เด็กอาชีวศึกษาได้มีคอมพิวเตอร์ใช้ เนื่องจากเกรงว่าหาก สอศ.ดำเนินการไม่ทัน งบจะถูกตัดไป และในปี 2554-2555 ก็จะไม่ได้รับงบอีกเป็นเงินถึง 2,300 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้เด็กอาชีวศึกษาต้องเสียโอกาส








แหล่งที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์








 








แหล่งที่มา/ผู้ส่ง นิภา แย้มวจี








จำนวนผู้เข้าชม 56 ครั้ง








หน้าที่แล้ว








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 













































































































































































































































































































































































สอศ.-มจพ.พัฒนาอาชีวะ








  ข่าวทั้งหมด








 















 








7 เมษายน 2553








 









      








สอศ.-มจพ.พัฒนาอาชีวะ








          ดร.พรหมสวัสดิ์ ทิพย์คงคา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษากล่าวถึงการลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการในการพัฒนาบุคลากรอาชีวศึกษา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ (มจพ.) ว่า ได้กำหนดขอบข่ายความร่วมมือ ต่างๆอาทิ 1.พัฒนาบุคลากรทางการศึกษาเพื่อยกระดับความรู้ ความสามารถให้สูงขึ้นในระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา 2.พัฒนาบุคลากรทางการศึกษาให้มีความรู้ ความสามารถในการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ และให้มีความพร้อมในการขยายการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา 3.ระดมบุคลากรผู้ทรงคุณวุฒิในการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนให้มีคุณภาพมาตรฐานเป็นที่ยอมรับระดับสากล 4.สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาระบบอี-เลิร์นนิ่ง และการศึกษาทางไกล 5.ความร่วมมือวิจัย พัฒนา คิดค้นการใช้นวัตกรรมทางการศึกษา เทคโนโลยีใหม่ๆ ในทุกด้าน 6.ความร่วมมือทางวิชาการ และ 7.ความร่วมมืออื่นๆ ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นสมควร
          ด้าน ศ.ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ อธิการบดี มจพ. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ มจพ.โดยคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม และสำนักพัฒนาเทคนิคศึกษารับผิดชอบในการบริหารระบบการศึกษา งานทะเบียนนักศึกษา ตารางสอนการจัดการเรียนการสอน การจัดทำระเบียบที่เกี่ยวข้อง การฝึกอบรม การ
          วิจัย การจัดทำหลักสูตร การจัดทำสื่อการเรียนการสอน ควบคุมมาตรฐานการศึกษา และเป็นผู้มอบวุฒิบัตร ประกาศนียบัตร ปริญญาบัตรรับรองวุฒิการศึกษา








          --ข่าวสด ฉบับวันที่ 7 เม.ย. 2553 (กรอบบ่าย)--








 








 








แหล่งที่มา/ผู้ส่ง นิภา แย้มวจี








จำนวนผู้เข้าชม 47 ครั้ง








หน้าที่แล้ว








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 








 


































































































 







ฝึกอาชีพ...สานฝัน สร้างคนดีสร้างคุณภาพชีวิต








  ข่าวทั้งหมด















7 เมษายน 2553









      








ฝึกอาชีพ...สานฝัน สร้างคนดีสร้างคุณภาพชีวิต








          "การที่จะแจกสิ่งของหรือเงินแก่ราษฎรนั้น เป็นการช่วยเหลือชั่วคราวไม่ยั่งยืน การที่จะช่วยเหลือประชาชนให้อยู่รอดได้ก็คือการให้อาชีพ"
          พระบรมราโชบายในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานไว้เป็นแนวทางในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
          เด็กและเยาวชน คือกำลังสำคัญของชาติ การศึกษาและการให้โอกาสด้านอาชีพ ถือเป็นสิ่งสำคัญต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และยังเป็นการเพิ่มศักยภาพให้กับประเทศ
          ด้วยยุทธศาสตร์ดังกล่าวกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.)ได้น้อมนำพระบรมราโชบายด้านการสร้างอาชีพให้แก่ประชาชน มาเป็นแนวคิดในการดำเนินงานภายใต้"โครงการทำดีมีอาชีพ"ด้วยการรับสมัครเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษาในจังหวัดตามแนวตะเข็บชายแดน 31 จังหวัด ทั่วประเทศ เข้ารับการฝึกอบรมตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการในสถาบันศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาทั่วประเทศ ทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ
          พลโทพิเชษฐ์ วิสัยจรแม่ทัพภาค 4 กล่าวถึงโครงการนี้ให้ฟังว่า เป็นโครงการหนึ่งที่ช่วยให้เยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษาตามแนวตะเข็บชายแดนทั่วประเทศได้มีโอกาสฝึกวิชาชีพ เพื่อนำความรู้ที่ได้มาเป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพ สามารถสร้างรายได้และพึ่งพาตนเองได้ เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิต ในขณะเดียวกันน้อง ๆจะได้ปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรม เกิดทักษะชีวิตการอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีความแตกต่างกันทางวัฒนธรรมได้อย่างสันติ รวมทั้ง เกิดภูมิคุ้มกันทางความคิดต่อการถูกชักนำเข้าสู่ขบวนการบ่อนทำลายสังคมในมิติต่าง ๆ และเข้าใจการปฏิบัติงานในเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมีการพูดคุยและสื่อสารกัน
          "โครงการในระยะต่อมา มีการดำเนินการในเชิงลึกโดยประชาสัมพันธ์เข้าไปในพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้น เยาวชนที่สนใจจะได้เข้าถึงโครงการรวมทั้งมีการจัดตั้งเป็นชมรม"ทำดี มีอาชีพ" ขึ้นในอำเภอต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้มีอยู่ 37 อำเภอ ทั่วประเทศ เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจให้ตรงกัน เนื่องจากยังมีบางครอบครัวเยาวชนบางคนกลัวและคิดมาก ไม่กล้าเข้าร่วมโครงการ จะได้มีโอกาสไปถามรุ่นพี่ ๆ หรือเพื่อน ๆ ที่ผ่านการอบรมมาแล้วว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจ ตลอดจนประสานกับกลุ่มนักธุรกิจ สถานประกอบการเพื่อรับเยาวชนเข้าทำงาน เพราะอยากให้เยาวชนมีความรู้ มีอาชีพติดตัวกันทุกคน"
          ด้าน สุรัตน์ จั่นแย้มผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการเล่าถึงการเข้าฝึกอบรมของเยาวชนให้ฟังว่าโครงการทำดี มีอาชีพ ได้จัดหลักสูตรการอบรมให้กับเยาวชนไว้ 6 ประเภท ประกอบด้วย เกษตรกรรม ช่างอุตสาหกรรม คหกรรม การท่องเที่ยวและการโรงแรม เทคโนโลยีสารสนเทศ สุดท้ายคือ ศิลปกรรมและการดนตรี
          โดยเริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายนพ.ศ. 2552 เป็นการฝึกอบรมระยะที่ 1 ซึ่งจะเป็นการอบรมอาชีพระยะสั้น 120 ชั่วโมงเป็นเวลา 1 เดือน โดยใช้เวลาเรียน 15 วัน และฝึกภาคปฏิบัติ 15 วัน แบ่งการอบรมในระยะที่ 1 นี้ เป็น6 รุ่น มีเยาวชนผ่านการอบรมทั้งสิ้น 13,271 คน
          ในปีนี้ถือเป็นโครงการระยะที่ 2 เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน พ.ศ.2553 โดยมีการเพิ่มระยะเวลาในการอบรมเป็น 45 วันในการเรียนและการฝึกทดลองงานในสถานประกอบการเพื่อจะได้เรียนรู้ระเบียบ กฎเกณฑ์ เรียนรู้วิถีชีวิต สังคมจริง ๆ ในสถานประกอบการ
          จากการเข้าร่วมโครงการที่ผ่านมา มีเด็กอายุตั้งแต่14-30 ปี เข้าร่วมโครงการโดยวิชาชีพที่เด็ก ๆ สนใจสำหรับผู้ชายจะเป็นด้านการเกษตร การซ่อมมอเตอร์ไซค์การซ่อมคอมพิวเตอร์ ส่วนผู้หญิงจะสมัครเข้าอบรมในส่วนของคหกรรม การทำอาหารและเสริมสวย เป็นส่วนใหญ่ เมื่อฝึกจบทุกคนจะได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพ
          "ในช่วงแรก ๆ ของการเข้ารับการฝึกอบรม จะมีบ้างที่ครูต้องใช้กลยุทธ์เทคนิคเพื่อให้เด็ก ๆ ยอมรับและปฏิบัติตาม เพราะการปรับเปลี่ยนทัศนคติเป็นเรื่องยากต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง เมื่อเขาได้เห็น ได้เรียนรู้ ได้สัมผัสการปฏิบัติงานของทุกภาคส่วนที่อยู่รอบ ๆ ตัวเขา เด็กจะค่อย ๆ ละลายพฤติกรรมไปเอง"
          ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือฯ กล่าวต่อว่านอกจากความรู้ในสาขาวิชาชีพที่เยาวชนจะได้รับแล้วพวกเขายังได้เรียนรู้ทักษะชีวิตมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความแตกต่างทางวัฒนธรรม การอยู่ร่วมกันในสังคมซึ่งเป็นการเปิดโลกทัศน์และ
          เสริมสร้างประสบการณ์ชีวิตให้กับตนเองอีกด้วย
          สำหรับครอบครัวของเยาวชนที่อยากรู้ว่าลูกมีความเป็นอยู่อย่างไรนั้น สามารถไปเยี่ยมลูกที่สถานศึกษาที่ลูกฝึกอบรมได้ "มีอยู่ครั้งหนึ่ง พ่อแม่คู่หนึ่งพากันไปเยี่ยมลูกฝึกทำอาหาร เมื่อไปถึงเดินดูสถานที่ เห็นวิธีการเรียนของลูกและทานข้าวกลางวันที่นั่นหลังจากที่ทานเสร็จ ถามว่าอร่อยไหม ทั้งสองตอบว่าอร่อยดี ก็เฉลยไปว่า เป็นฝีมือของลูกคุณ เท่านั้นแหละ...น้ำตาซึมเลย"
          เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการมาด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป"สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่าลงมือทำ"เป็นแนวคิดที่ทำให้ อารีย์เกาะหมาน อายุ26 ปี อุสมาน กาเซ็ง อายุ20 ปี และฮาฟิส มะโร๊ะ อายุ17 ปี จากเทศบาล ต.ลำใหม่อ.เมืองยะลา จ.ยะลาตัดสินใจเข้าร่วมโครงการทำดีมีอาชีพในสาขาช่างซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ โดยไปฝึกอบรมที่วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยาจ.พระนครศรีอยุธยา กลายเป็นเยาวชนรุ่นแรกของโครงการจากประสบการณ์ที่ได้รับเด็กหนุ่มทั้ง 3 เล่าให้ฟังว่า ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ ก็นั่งคิดด้วยกันอยู่หลายวัน แต่สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจเข้าร่วมเพราะคิดว่าเมื่อไปฝึกอบรมความรู้ที่ได้มานั้นน่าจะทำให้มีอาชีพได้ดีกว่าอยู่ไปวัน ๆ หนึ่ง เมื่อไปฝึกได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง ได้ทั้งความรู้ วันหยุดทางวิทยาลัยยังพาไปทัศนศึกษา ได้เปิดหูเปิดตาและรู้จักสังคมและเพื่อนใหม่มากขึ้น
          "ตอนนี้เปิดร้านซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ร่วมกัน 3 คน ที่บ้าน จ.ยะลา และเข้าร่วมชมรมทำดีมีอาชีพ โดยใครที่มีปัญหา อยากรู้เรื่องเกี่ยวกับโครงการฯ ก็จะคอยให้ข้อมูลและคำปรึกษา รวมทั้งใครที่สนใจอยากเรียนซ่อมรถก็จะสอนให้ รายได้จากการซ่อมรถพออยู่ได้ ทำให้รู้สึกดี ภูมิใจที่สามารถหาเงินได้เองจากความรู้ ความสามารถของเราเอง สามารถเลี้ยงตนเองได้โดยไม่เป็นภาระของครอบครัวอีกต่อไป"
          อีกความรู้สึกหนึ่งที่ไม่แตกต่างกันนักของ สุดา สังข์ทอง กันยา แก้วมาก และโสภิตบูรณะธรจากอ.นาทวีจ.สงขลาที่ผ่านการเข้าร่วมโครงการฝึกอบรมในสาขาช่างเสริมสวยมาแล้ว "รู้สึกดีใจที่ทางการให้โอกาสเด็ก ๆ อย่างพวกเรา ได้มีความรู้ มีอาชีพทำให้รู้จักการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม การอยู่ร่วมกับผู้อื่น เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดีประสบการณ์หนึ่ง ทำให้ตอนนี้ชีวิตเปลี่ยนไป กลับมาเปิดร้านเสริมสวยที่บ้าน กลายเป็นคนมีคุณค่าสามารถทำงานหาเงินเลี้ยงตัวเองและช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ได้"
          ส่วนน้องใหม่อย่างขอย๊ะ สิงสาโร จากจ.สงขลา และ อาอิซะห์ หายีสาเฮา จากจ.ปัตตานี ที่ตัดสินเข้าฝึกอบรมการทำอาหารใน จ.สระบุรี ให้เหตุผลกับตนเองว่า น่าจะเป็นเรื่องดีที่จะได้มีอาชีพทำรวมทั้งอยากหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับชีวิต ส่วนทางบ้านก็ไม่ได้ว่าอะไร เห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีจึงให้มา แต่ก็เป็นห่วงบอกว่าเมื่อไปถึงให้โทรศัพท์กลับมาหาบ้าง ตั้งใจไว้ว่าเมื่อเรียนจบจะกลับไปเปิดร้านอาหารที่บ้านจะได้ไม่ต้องเข้ากรุงเทพฯ เพื่อมาหางานทำ
          จากการได้สัมผัสถึงความรู้สึกของเยาวชนผู้เข้าร่วมโครงการฯ สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัด นั่นคือทุกคนมาด้วยความตั้งใจ ซึ่งโอกาสที่พวกเขาได้รับเหล่านี้บอกได้คำเดียวว่า...มีคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ต่อชีวิตอย่างแท้จริง.








          "นอกจากความรู้ในสาขาวิชาชีพที่เยาวชนจะได้รับแล้ว พวกเขายังได้เรียนรู้ทักษะชีวิต มีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การอยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งเป็นการเปิดโลกทัศน์และเสริมสร้างประสบการณ์ชีวิตให้กับตนเองอย่างมีคุณค่า"








         








          --เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 7 เม.ย. 2553 (กรอบบ่าย)--








 

























 
















































































































































































































































































































































































































































การบัญชีเบื้อต้น, บัญชีต้นทุน












ผู้เขียน: 












วงจรไฟฟ้า 1  และวงจรไฟฟ้า 2












ผู้เขียน: 












การศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ












ผู้เขียน: 












เลขานุการบริหาร (3203-2001)












ผู้เขียน: 












การใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในงานเลขานุการ












ผู้เขียน: 












ผ้าและเครื่องแต่งกาย












ผู้เขียน: 












การพับผ้าเช็ดหน้าแบบต่าง ๆ












ผู้เขียน: 












พัฒนาทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1












ผู้เขียน: 












การประเมินผลโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน












ผู้เขียน: 












วิธีการพับผ้าเช็ดหน้า












ผู้เขียน: 












ท่านได้สร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกหลานต่อกระแสโลกาภิวัฒน์หรือยัง












ผู้เขียน: 












http://cid-9cd0e0b43af7947e.profile.live.com/Lists/cns!9CD0E0B43AF7947E!544/?sa=546896733







ขอบพระคุณศน. พิมพร ศะริจันทร์  ที่ช่วยเผยแพร่ผลงานอาชีวค่ะ














































เลขาฯ กอศ. ระบุ การจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา จะแล้วเสร็จวันที่ 19 สิงหาคมนี้
  ข่าวทั้งหมด
18 มิถุนายน 2553

      



เลขาฯ กอศ. ระบุ การจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา จะแล้วเสร็จวันที่ 19 สิงหาคมนี้





           นางสาวศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา แถลงความคืบหน้าการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา ซึ่งจะเป็นการสอนสายอาชีพจนถึงระดับปริญญาตรี ว่า จากการวิเคราะห์โอกาส และศักยภาพสถานศึกษาของสถาบันอาชีวศึกษาในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ร่วมกับผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ตลอด 24 ชั่วโมง ยังพบว่าการผลิตบุคลากรไม่ตรงกับความต้องการ และศักยภาพในพื้นที่ ดังนั้น การจะจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาจะต้องศึกษาอุปสงค์ อุปทานอย่างรอบคอบ โดยจะสามารถจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษานำร่องได้แล้วเสร็จในวันที่ 19 สิงหาคมนี้ และคาดว่าจะเริ่มจัดการเรียนการสอนได้ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 โดยจัดใน 3 รูปแบบ คือ ประเภทสถาบันการอาชีวศึกษา รูปแบบกลุ่มจังหวัด รูปแบบกลุ่มอาชีพเฉพาะทาง และรูปแบบสถาบันเดี่ยว ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในกลุ่มอุตสาหกรรม และเกษตรกรรม เนื่องจากมีความสำคัญในการนำรายได้เข้าประเทศ





          เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวอีกว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะนำร่องจำนวนกี่แห่งและในพื้นที่ใดบ้าง โดยจะนำข้อสรุปทั้งหมดนี้ เข้าหารือและขอความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการ สอศ. อีกครั้ง





          ที่มา: สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์





***********************************

















































เลขาธิการกอศ.เล็งตั้งสถาบันอาชีวะคู่
  ข่าวทั้งหมด
18 มิถุนายน 2553

      



เลขาธิการกอศ.เล็งตั้งสถาบันอาชีวะคู่





          เลขาธิการกอศ.ใหม่ไฟแรงเล็งตั้งสถาบันอาชีวศึกษาผ่าตัดระบบการผลิตนักศึกษาครั้งใหญ่ หันมาใช้ข้อมูลความต้องการแรงงาน  แผนที่ทางการเกษตร-อุตสาหกรรมเป็นเกณฑ์ใช้ผลิตนศ.
          เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2553 น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ ว่าที่เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ. ) เรื่องการยกระดับวิทยาลัยในสังกัดทั้ง 415 แห่ง เป็นสถาบันการอาชีวศึกษาที่เปิดสอนถึงระดับปริญญา และได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า การจัดตั้งสถาบันอาชีวศึกษาที่จะเริ่มนำร่องในปีนี้นั้น จะเปิดสอน 3 ด้านเท่านั้น คือ อุตสาหกรรม เกษตรกรรมและการบริการ ซึ่งอาชีวะมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว ที่สำคัญ การตัดสินใจว่า สถาบันการอาชีวศึกษาที่จะตั้งขึ้นที่ใดบ้าง หรือเป็นสถาบันเฉพาะทางด้านใดบ้างนั้น จะต้องนำข้อมูลความต้องการแรงงานของภาคอุตสาหกรรม และแผนที่การเกษตรและอุตสาหกรรมในประเทศมาเป็นตัวตัดสิน
          เลขาธิการกอศ. กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน การผลิตนักศึกษาของอาชีวะไม่ตรงตามความต้องการของภาคอุตหสาหกรรมและเกษตร เพราะการผลิตพิจารณาเปิดสอนสาขาวิชาใด ๆของวิทยาลัยนั้น จะดูจากความพร้อมทางด้านบุคคลากรของวิทยาลัยเป็นหลัก มากกว่า ดูความต้องการแรงงานของภาคอุตสาหกรรม-บริการ ในพื้นที่ ขณะที่การเปิดสาขาด้านเกษตรกรรมนั้น ก็ไม่ได้สอดคล้องกับพืชเศรษฐกิจที่สำคัญในภูมิภาคนั้น
          ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น พบว่า วิทยาลัยอาชีวะไม่ได้เปิดสาขาวิชาตรงตามประเภทของอุตสาหกรรมหรือเกษตรในพื้นที่อย่างครบถ้วน โดยปรากฎปัญหานี้ในแทบจะทุกภูมิภาคของประเทศ ตัวอย่างเช่น ภาคเหนือตอนล่าง มีอุตสาหกรรมสิ่งทอ/เครื่องนุ่งห่ม แต่กลับไม่มีวิทยาลัยที่เปิดสอนด้านนี้ หรืออย่าง ภาคใต้ ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน/ตอนล่าง รวมทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลางมีอุตสาหกรรมผลิตเฟอร์นิเจอร์จำนวนมาก กลับไม่มีวิทยาลัยอาชีวะที่เปิดสอนด้านดังกล่าวในภูมิภาคเหล่านี้ซักแห่ง แต่มีวิทยาลัยที่เปิดสอนด้านนี้และมีศักยภาพสูงอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนซึ่งไม่มีอุตสาหกรรมผลิตเฟอร์นิเจอร์อยู่ เพราะฉะนั้น การจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาในอนาคต รวมถึงการผลิตนักศึกษาของทุกแห่งก็ต้องพยายามปรับให้เข้ากับความต้องการของในพื้นที่ แต่อาจดำเนินการในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป
          “ จะนำแผนดังกล่าวไปหารือกับ นางนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รมช.ศึกษาธิการและหารือในบอร์ดกอศ.ด้วย หากได้รับความเห็นชอบก็จะเร่งดำเนินการทันที อาจจะดำเนินการได้ในปี 2554 โดยนำร่องจัดตั้งสถาบันอาชีวศึกษาบางแห่งก่อน ซึ่งที่น่าจะเป็นไปได้คือ สถาบันการอาชีวศึกษาด้านปิโตรเคมี ประมง เกษตรโดยเฉพาะข้าว “ น.ส.ศศิธารา กล่าว
          เลขาธิการกอศ. กล่าวด้วยว่า ตามแผนที่วางไว้ สถาบันอาชีวศึกษาจะจัดตั้งขึ้นโดย ใน 3 ลักษณะ คือ สถาบันการอาชีวศึกษา ที่รวมกลุ่มวิทยาลัยแบบกลุ่มจังหวัด ( Area Based Cluster VEI ) สถาบันการอาชีวศึกษา ที่รวมกลุ่มวิทยาลัยแบบกลุ่มอาชีพเฉพาะทาง (Function Based Cluster VEI ) และสถาบันการศึกษา ที่พัฒนาขึ้นมาจากวิทยาลัยแห่งเดียว(Individual VEI) ทั้งนี้ รูปแบบของสถาบันฯมีได้หลากหลาย บางแห่งที่มีความพร้อมสูงและมีงบประมาณช่วยเหลือจากอุตสาหกรรมในพื้นที่ เช่น ที่นิคมมาบตาพุด จ.ระยอง จะให้งบประมาณปีละ 10 ล้านบาท เพื่อยกระดับให้ วิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุดเป็นสถาบันปิโตรเคมีมาบตาพุด กรณีที่มีความพร้อมสูงเช่นนี้อาจจัดตั้งในลักษณะองค์กรมหาชน เหมือโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ก็ได้





          ที่มา: http://www.komchadluek.net




*********************************************************************








































ครูเฮ! ครม.ไฟเขียวกฏ ก.ค.ศ.ปลดล็อคปรับเพิ่มเงินเดือน




  ข่าวทั้งหมด







30 กรกฎาคม 2553





     
อ้าว?  เรื่องเดิมยังไม่ทันแก้...มีเกณฑ์ใหม่ให้สร้างเนื้อ สร้างตัวอีกแล้ว.........ช่างไม่ละอาย..แก่ใจจริงๆ




 




งานใหม่นี้ สงสัยคนคิดใกล้จะเกษียณ.....จึงคิดถ่ายทอด............อำนาจ...ต่อไปยังลุกหลาน ที่เรียน ป.โท ป.เอก ของกลุ่มอุปถัมป์..........อีก




...........................ทำไมไม่ปรับการคิดคำนวณเงินวิทยะฐานะครู/บริหาร ชำนาญการ ได้อัตรา3500 บาทต่อเดือนให้มีบวกเพิ่ม3500 เหมือนชำนาญการพิเศษ..ล่ะท่าน..เฮ้อเหนือ่ยจริงๆ..กับนักการเมือง.+ข้าราชการระดับสูง   ยุค.ปัจจุบัน.........2553..




การคิดคำนวณเงินวิทยะฐานะครู/ผู้บริหารชำนาญพิเศษ อัตรา 5600 บาท+เงินค่าตอบแทนอีกอัตรา 5600 บาท รวม 11200 บาทต่อเดือน




ครูเฮ! ครม.ไฟเขียวกฏ ก.ค.ศ.ปลดล็อคปรับเพิ่มเงินเดือน




          ครม.ไฟเขียวกฎ ก.ค.ศ. ปลดล็อคเงินเดือนครู ส่งผลปรับเพิ่มเงินเดือน ครูผู้ช่วย คศ.1 รับ 10,770 บาท ครูผู้ช่วยที่จบป.โท คศ.1 รับ 13,240 บาท และครูผู้ช่วยที่จบ ป.เอก คศ.1 รับ 17,560 บาท ขณะที่กลุ่มเงินเดือนตัน คศ.3 คศ.4 มาแล้ว 4-5 ปี เลื่อนขึ้น คศ.5 รับ 51,590 บาท “ชินวรณ์” ฟุ้งครูเฮลั่น! ปลื้มผลักดันสำเร็จ หลังลากยาวมาตั้งปี’47
          นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบร่างกฏ ก.ค.ศ.ว่าด้วยการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำ หรือสูงกว่าขั้นสูงของอันดับ พ.ศ.... ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2547 ที่มี พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 ซึ่งกำหนดตามมาตรา 44 ให้มีการออกกฏ ก.ค.ศ.กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการที่จะให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำ หรือสูงกว่าขั้นสูงของอันดับ รวมถึงการกำหนดให้ใครไปอยู่ในอันดับใด ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบันมีความพยายามที่จะนำเสนอเข้า ครม.แต่ก็ไม่สำเร็จ จนในการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมาได้ผ่านความเห็นชอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนี้จะนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ในวันถัดไป
          นายชินวรณ์ กล่าวต่อว่า ร่างกฏ ก.ค.ศ. ดังกล่าวมีผลให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 3 กลุ่ม ได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำ หรือสูงกว่าขั้นสูงของอันดับ ดังนี้ 1.กลุ่มที่ได้รับเงินเดือนสูงกว่าขั้นต่ำ หรือต่ำกว่าขั้นต่ำของระดับเงินเดือน หรือครูที่ได้รับการบรรจุก่อนปี 2547 ซึ่งไม่สามารถปรับเข้าสู่แท่งเงินเดือนใหม่ได้ ผลของ กฏ ก.ค.ศ.จะทำให้สามารถเข้าสู่แท่งเงินเดือนใหม่ ตามตารางเทียบขั้นเงินเดือนแนบท้าย ได้แก่
ครูผู้ช่วยที่จบป.ตรี หลักสูตร 4 ปีอัตราเงินเดือนแรกบรรจุ 7,940 บาท หากผ่านการพัฒนาอย่างเข้ม 2 ปี จะเข้าสู่แท่ง คศ.1 อัตราเงินเดือน 10,770 บาท ครูผู้ช่วยที่จบป.โท ทั่วไป เงินเดือนแรกบรรจุ 9,700 บาท หากผ่านการพัฒนาอย่างเข้ม 2 ปี จะเข้าสู่แท่ง คศ.1 อัตราเงินเดือน 13,240 บาท และครูผู้ช่วยที่จบ ป.เอก หรือเทียบเท่า อัตราเงินเดือนแรกบรรจุ 13,110 บาท หากผ่านการพัฒนาอย่างเข้ม 2 ปี จะเข้าสู่แท่ง คศ.1 อัตราเงินเดือน 17,560 บาท 2.กลุ่มที่เพดานเงินเดือนตัน ในอันดับ คศ.3 และ คศ.4 เช่น ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งเงินเดือนตันมาแล้ว 4-5 ปีที่อัตราเงินเดือน 50,550 บาท จะได้รับการเลื่อนเข้าสู่ คศ.5 อัตราเงินเดือนที่ 51,590 บาท และ 3.กลุ่มที่โอนย้ายจากบุคลากรทางการศึกษาอื่นมาเป็นข้าราชการครูที่ระดับเงินเดือนไม่เท่ากัน ให้สามารถรับเงินเดือนได้ในอัตราใกล้เคียงหรือสูงกว่า
          “ร่างกฏ ก.ค.ศ.ดังกล่าวเป็นสิ่งที่ครูรอคอยมาตั้งแต่ปี 2547 เมื่อ ครม.ให้ความเห็นชอบก็จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและโอกาสในความก้าวหน้าของข้าราชการครูได้ ซึ่งเป็นโอกาสและความก้าวหน้าตามปกติที่ใช้กับ ข้าราชการ พลเรือนมาแล้ว เพราะขณะนี้มีครูจำนวนหนึ่งยังไม่ได้เข้าสู่แท่งเงินเดือน คศ. 1 เมื่อร่างกฏ ก.ค.ศ.ผ่านได้มีครูโทรศัพท์มาขอบคุณจำนวนมาก” รมว.ศธ. กล่าว




Source - ASTV ผู้จัดการออนไลน์ (Th)มีอีกเรื่องที่ ข้องใจ.......ผู้บริหารระดับสูงที่คิดคำนวณ.เงินวิทยะฐานะข้าราชการ ......ดังนี้............ระบบการคิดคำนวณเงินวิทยะฐานะครู/ผู้บริหารชำนาญพิเศษ อัตรา 5600 บาท+เงินค่าตอบแทนอีกอัตรา 5600 บาท รวม 11200 บาทต่อเดือน




 




แต่การคิดคำนวณเงินวิทยะฐานะครู/บริหาร ชำนาญการ ได้อัตรา3500 บาทต่อเดือนไม่มีบวกเพิ่ม เหมือนชำนาญการพิเศษ




 




เหตุใด ครูชำนาญการจึงไม่+เงินค่าตอบแทน เพิ่มอีก3500 บาท เฉกเช่นเดียวกับ วิทยะฐานะชำนาญการพิเศษ  ล่ะท่าน...................




หรือ ที่ไม่บวก   อาจเป็นเพราะ...กรรมการที่ร่วมคิดเกณฑ์ น่าจะมีแต่ระดับ สูงๆเท่านั้น ใช่หรือ ไม่ .....................




(ใครทราบบ้างคณะกรรมคิดเกณฑ์ดังกล่าว  เป็นใคร..ชื่ออะไร..บ้าง และมีตำแหน่งใด..ที่สำคัญ  คิดได้ไง....  ต้องขอเวลา สืบค้น..ข้อมูลก่อน...)




ข้าพเจ้า...จึงขอเรียกร้อง  และร้องเรียน ผู้ตรวจการแผ่นดิน..และเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ให้แก่ครูชั้นผู้น้อย..ตามนโยบาย+วิสัยทัศน์ รมต.ชินวรณ์ บุญเกียรติ ข้าพเจ้า ขอเรียกร้องความเป็นธรรม ..และขอให้ผบ ระดับสูงเพิ่ม+เงินค่าตอบแทนอัตรา 3500 บาท ย้อนหลัง เพื่อให้เกิด ธรรมาภิบาล โปร่งใส หายข้อข้องใจ  ครูผู้น้อย ทั้งประเทศ ด้วย..ค่ะท่าน...ขอกราบขอบพระคุณยิ่ง












 




 




 




 




 




 




 




 




 




 




 




 




 




 




 




 




 




 




 




 




 




 




 




 




      




"ธงทอง"เตรียมสรุปผลสอบ SP2 อาชีวะ




          รศ.ธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษาในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจพบการจัดทำคุณลักษณะเฉพาะครุภัณฑ์ของสถานศึกษาในส้งกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)ซึ่งใช้งบประมาณตามโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง หรือเอสพี 2 ประจำปีงบประมาณ 2553 ส่อไปในทางไม่ชอบด้วยกฎหมายว่า ตนได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้อง อาทิ บริษัทที่ร้องเรียน กรรมการที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น มาชี้แจงและให้ข้อมูลแล้ว โดยขณะนี้ได้ข้อมูลทุกอย่างครบแล้ว และทาง สตง.ยังส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องมาให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย แต่ยังบอกไม่ได้ว่าผลจะออกมาอย่างไร ต้องรอสรุปผลข้อมูลทั้งหมดก่อน โดยประเด็นที่จะสรุปเสนอนั้นมีสองเรื่องหลักคือ การปลอมลายมือชื่อของคณะกรรมการ และการสอบกรณีมีบริษัทร้องเรียนว่าถูกแอบอ้างว่าได้ไปให้ข้อมูลในการจัดทำสเปกครุภัณฑ์ดังกล่าว ซึ่งในสัปดาห์นี้จะนัดสรุปข้อมูลและทำรายงานเสนอต่อ น.ส.นริศรา ชวาลตัลพิพัทธ์ รมช.ศึกษาธิการ ต่อไป.




          --ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 30 ก.ค. 2553 (กรอบบ่าย)--




 




 




 




 




 




 




 





**********************************************************************








































สกอ.เร่งดำเนินในการพัฒนาเครือข่ายสารสนเทศใน ศธ. ให้เสร็จสิ้นภายในปี 55




  ข่าวทั้งหมด







30 กรกฎาคม 2553





      




สกอ.เร่งดำเนินในการพัฒนาเครือข่ายสารสนเทศใน ศธ. ให้เสร็จสิ้นภายในปี 55




          สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา เร่งดำเนินในการพัฒนาเครือข่ายสารสนเทศในกระทรวงศึกษาธิการให้เสร็จสิ้นภายในปี 2555




          นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหารการะทรวงศึกษาธิการว่า สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้รายงานผลการดำเนินโครงการพัฒนาเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษาเพื่อรองรับการศึกษาทั้งระบบ หรือ Uni NET ซึ่งใช้งบแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง (SP2) วงเงิน 5,177 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 3 โครงการหลัก ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบสารสนเทศเพื่อการศึกษาจำนวน 3,697 ล้านบาทโครงการพัฒนาบุคลากรสำหรับการบริหารจัดการเครือข่าย 70 ล้านบาท และโครงการพัฒนาระบบทีวีครู หรือ Teacher Channel จำนวน 1,410 ล้านบาท




          รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ได้วางเป้าหมายในการพัฒนาเครือข่ายสารสนเทศ ดังนี้ สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ 202 แห่ง สถาบันอุดมศึกษาเอกชน  69 แห่ง สถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) 415 แห่ง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา  (สพท.) 185 แห่ง โรงเรียนดีเด่นสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  2,000 แห่ง ห้องสมุดประจำตำบล  151 แห่ง และโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.)  143 แห่ง  อย่างไรก็ตามในปี 2553 ได้ดำเนินงานไปแล้วบางส่วนแบ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ 73 แห่ง อาชีวะ 26 แห่ง สพท. 5 แห่ง โรงเรียนดีสังกัด สพฐ. 3 แห่ง ในส่วนที่เหลือจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2555 ต่อไป อย่างไรก็ตามได้เน้นย้ำให้ สกอ.ติดตามกระบวนการในการพัฒนาเครือข่ายสารสนเทศ เพื่อพัฒนาการศึกษาให้สนองต่อการยกระดับการศึกษาสู่ระดับชาติ ให้สอดคล้องกับการจัดตั้งกองทุนพัฒนาเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา เพื่อรองรับการศึกษาทั้งระบบ ต่อไป ทั้งนี้ในส่วนของรายการ Teacher Channel นั้นได้ฝากให้มีการจัดรายการให้เพื่อนครูมีโอกาสชมอย่างทั่วถึง โดยต้องหาเวลาที่เหมาะสม ที่มา: สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์




 




สหภาพแรงงานองค์การค้าฯ ห่วงคนมีฝีมือแพ้อำนาจ




          ตามที่ คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้แต่งตั้ง รศ.ธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นประธานสรรหา ผอ.องค์การค้าของ สกสค.คนใหม่ โดยจะมีการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้สมัครทั้ง 5 คน ประกอบด้วย 1.นายปรีดา บุญเพลิง,2. นายทิวัตถ์ภีม ธีระสาสน์, 3.นายสมมาตร์ มีศิลป์, 4.นายสันติภาพ อินทรพัฒน์ และ5.นายทนงศักดิ์ โผกรุด ในวันที่ 30 ก.ค.53 นั้น




          ล่าสุด นายอนันต์ นุชเทศ ประธานสหภาพแรงงาน องค์การค้าของ สกสค. เปิดเผยว่า  สหภาพแรงงานฯ ยืนยันแนวคิดเดิมว่า ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นที่จะสรรหา ผอ.องค์การค้าฯ คนใหม่ เพราะถึงแม้ นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) จะรักษาการตำแหน่ง ผอ.องค์การค้าฯ อยู่ก็ยังไม่ได้รับความร่วมมือจากบอร์ด สกสค.ในการแก้ไขปัญหาองค์การค้าฯ




          “แม้ว่าสหภาพแรงงานองค์การค้าฯ จะมีความเชื่อมั่นในตัวประธานสรรหา แต่ในที่สุดเมื่อคัดเลือกผู้สมัครได้ 2 คนแล้ว ก็จะไม่พ้นวัฎจักรเดิม คือการวิ่งเต้นกับกรรมการบอร์ด สกสค.อีกทาง ถึงแม้กรรมการสรรหา จะไม่ติดใจ เพราะทั้ง 2 คน ได้ผ่านเกณฑ์การสรรหาและถือว่าเป็นผู้มีความสามารถที่จะบริหารองค์การค้าฯ ต่อไปได้ก็ตาม แต่อย่าลืมว่าที่ผ่านมาหากไม่สนองนโยบาย ผู้มีอำนาจในบอร์ดสกสค.ก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นทางสหภาพแรงงานฯ จึงเห็นว่าควรจะมีการปรับโครงสร้างใหม่ โดยฝ่ายการเมืองจะต้องเข้ามาช่วยแก้ไขอย่างจริงจัง”




          นายอนันต์ กล่าวและว่า ปัจจุบันสัดส่วนของกรรมการในบอร์ด สกสค.ฝ่ายผู้แทนครู มีมากกว่าสัดส่วนอื่น ดังนั้นจึงควรมีการปรับโครงสร้างบอร์ด สกสค.ใหม่ โดยให้มีสัดส่วนของคณะกรรมการที่สามารถคานอำนาจกันได้มากขึ้น




          ที่มา: http://www.siamrath.co.th




 




 




 




 




 




 




 




 




 




 




 




 




"ธงทอง"เตรียมสรุปผลสอบ SP2 อาชีวะ




          รศ.ธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษาในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจพบการจัดทำคุณลักษณะเฉพาะครุภัณฑ์ของสถานศึกษาในส้งกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)ซึ่งใช้งบประมาณตามโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง หรือเอสพี 2 ประจำปีงบประมาณ 2553 ส่อไปในทางไม่ชอบด้วยกฎหมายว่า ตนได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้อง อาทิ บริษัทที่ร้องเรียน กรรมการที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น มาชี้แจงและให้ข้อมูลแล้ว โดยขณะนี้ได้ข้อมูลทุกอย่างครบแล้ว และทาง สตง.ยังส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องมาให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย แต่ยังบอกไม่ได้ว่าผลจะออกมาอย่างไร ต้องรอสรุปผลข้อมูลทั้งหมดก่อน โดยประเด็นที่จะสรุปเสนอนั้นมีสองเรื่องหลักคือ การปลอมลายมือชื่อของคณะกรรมการ และการสอบกรณีมีบริษัทร้องเรียนว่าถูกแอบอ้างว่าได้ไปให้ข้อมูลในการจัดทำสเปกครุภัณฑ์ดังกล่าว ซึ่งในสัปดาห์นี้จะนัดสรุปข้อมูลและทำรายงานเสนอต่อ น.ส.นริศรา ชวาลตัลพิพัทธ์ รมช.ศึกษาธิการ ต่อไป.




          --ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 30 ก.ค. 2553 (กรอบบ่าย)--




 




*******************************************************************




 




ศธ.เตรียมพร้อมเปิดเสรีการศึกษาปี 2015




          นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมกระทรวงศึกษาธิการ ว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เตรียมพร้อมสำหรับการเปิดเสรีทางทางการศึกษาในปี ค.ศ.2015 ตามข้อกำหนด GATS ขององค์การค้าโลก (WTO) ซึ่ง ศธ.ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่งและได้มอบให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ศึกษาวิจัยแนวทางการพัฒนากฎหมายเพื่อรองรับการเปิดเสรีทางการศึกษา เพื่อนำผลวิจัยที่ได้มาเป็นฐานในการจัดทำยุทธศาสตร์และนโยบายในการเปิดเสรีทางการศึกษา

          ทั้งนี้ ผลจิจัยของ สกศ.ซึ่งนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ เป็นผู้เสนอผลวิจัย นั้น มีข้อสรุป ดังนี้




 1. ให้มีคณะกรรมการจากทุกภาคส่วนมาดูแลในเรื่องการเปิดเสรีทางการศึกษา




2. ควรกำหนดทิศทางที่ชัดเจนทั้งในเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์




 3. ต้องดำเนินการติดตามสถานะทางการศึกษาของประเทศ ที่ควรเปรียบเทียบกับประเทศคู่ค้าที่จะเปิดเสรี เพื่อรองรับการแข่งขัน




 4. การเตรียมความพร้อมสถานศึกษาของรัฐและเอกชน ให้มีคุณภาพและมีมาตรฐาน




5. ควรมีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ ศธ. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับร.ร.เอกชน




6. ควรศึกษาผลกระทบในมิติด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมและวัฒนธรรม

          “ ได้มอบให้องค์กรหลักไปดูความพร้อม ปัญหาและอุปสรรค ตลอดจนการกำหนดยุทธศาสตร์ในการเตรียมมาตรฐานรองรับ รวมถึงปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับการรองรับ การเปิดเสรีทางการศึกษาด้วย อย่างไรก็ตาม ศธ.ต้องเตรียมพัฒนามาตรฐานการจัดการศึกษาทุกระดับและทุกประเภทไว้ร้องรับด้วย “




          ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com




 





 




 






*********************************************************************


ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี ๓๒๖/๒๕๕๔ มติ ครม. ๖ ธันวาคม ๒๕๕๔
ครม.เห็นชอบ
แนวทางการจัดตั้งมหาวิทยาลัยของรัฐโดยการหลอมรวม ยุบรวม


ศึกษาธิการ - มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๔ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) คือ ได้เห็นชอบร่างข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแนวทางการจัดตั้งมหาวิทยาลัยของรัฐโดยการหลอมรวม ยุบรวมสถาบันอุดมศึกษา ตามที่ ศธ.เสนอ แต่ทั้งนี้ ไม่ให้มีการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาใหม่เพิ่มขึ้น โดยให้ ศธ. รับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาดำเนินการต่อไป



จากการประชุมคณะกรรมการการอุดมศึกษา เมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๔ ได้ให้ความเห็นชอบร่างข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแนวทางการจัดตั้งมหาวิทยาลัยของรัฐ โดยการหลอมรวม ยุบรวมสถาบันอุดมศึกษา เพื่อสร้างความเข้มแข็งในการจัดการอุดมศึกษาของประเทศให้มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ และตอบสนองความต้องการของท้องถิ่นและสังคมอย่างแท้จริง ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาได้รับมอบหมายให้พิจารณาข้อเสนอจัดตั้งมหาวิทยาลัยของรัฐโดยการหลอมรวม ทั้งจากจังหวัด และนักการเมือง โดยการหลอมรวม ยุบรวม สถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ เพื่อจัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัยประจำจังหวัดหลายแห่ง เช่น















  • การจัดตั้งมหาวิทยาลัยที่จังหวัดชุมพร เสนอโดยจังหวัดชุมพร เป็นการยุบรวมมหาวิทยาลัยแม่โจ้ วิทยาเขตชุมพร กับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิทยาเขตชุมพร



  • การจัดตั้งมหาวิทยาลัยภาคใต้ตอนบน ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เสนอโดยจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการยุบรวมมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี


 
















Follow us on Twitter


 


 



 More Resources


 รวมมติ ครม.ที่เกี่ยวข้อง
 กับกระทรวงศึกษาธิการ















































 


 

310 ครม.อนุมัติงบกลางช่วยผู้ประสบอุทกภัย 
302 ครม.อนุมัติงบฯเยียวยาฟื้นฟูด้านสถานศึกษา 
296 มติ ครม. 8 พย.2554 
285 ครม.เห็นชอบหยุดราชการในพื้นที่ประสบอุทกภัย 
271 ครม.ให้ปรับลดงบประมาณทุกกระทรวงลงร้อยละ 10 
251 ครม.อนุมัติแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง ศธ.11 ราย 
243 ครม.เห็นชอบปรับเงินเพิ่มค่าครองชีพและย้ายผู้บริหารระดับสูง 
229 ครม.อนุมัติมอบหมายการรักษาราชการแทน รมว.ศธ. 
221 ครม.ตั้งข้าราชการการเมือง 
  
 

 


ข่าวย้อนหลังในรอบปีเกี่ยวกับมติ ครม.






Bookmark and Share





  • การจัดตั้งมหาวิทยาลัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  เสนอโดยจังหวัดตาก เป็นการยุบรวมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา วิทยาเขตตาก กับมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ศูนย์อุดมศึกษาแม่สอด ซึ่งในปัจจุบันได้มีการขอเปลี่ยนเป็นการยกฐานะของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา วิทยาเขตตาก ขึ้นเป็นมหาวิทยาลัย



  • การจัดตั้งมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เสนอโดยจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นการยุบรวมมหาวิทยาลัยราชภัฎกาฬสินธุ์ กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตกาฬสินธุ์



  • การจัดตั้งมหาวิทยาลัยระยอง เสนอโดยจังหวัดระยอง เป็นการยุบรวมมหาวิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย และวิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุด



  • การจัดตั้งมหาวิทยาลัยของฝั่งทะเลอันดามัน  เสนอโดยจังหวัดกระบี่  เป็นการหลอมรวมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิทยบริการกระบี่ กับสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตกระบี่ และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกระบี่


วัตถุประสงค์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ เมื่อร่างนโยบายประกาศใช้ ศธ.จะได้ใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาการขอจัดตั้งมหาวิทยาลัยของรัฐใหม่ต่อไปด้วยhttp://www.moe.go.th/websm/2011/dec/326.html


*******************************


บอร์ดกอศ.ผ่าน19สถาบันอาชีวะ


 


          ศ.ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ ประธานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (บอร์ด กอศ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมบอร์ด กอศ.ครั้งที่ 12/2554 เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ประชุมได้มีการวิเคราะห์ความพร้อมและความเหมาะสมของสถานศึกษาอาชีวศึกษาที่จะรวมกันเพื่อจัดตั้งเป็นสถาบันการอาชีวศึกษาแบบกลุ่มจังหวัด 19 สถาบัน ตามที่คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจประเมินความพร้อมในการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา ที่มี รศ.ดร.ศักดิ์ กองสุวรรณ เป็นประธานได้ประเมินความพร้อมสถานศึกษาและนำเสนอต่อบอร์ด กอศ.จำนวน 156 สถานศึกษา ซึ่งหลังจากที่บอร์ดกอศ.ได้วิเคราะห์ความพร้อมและความเหมาะสมของสถานศึกษาทั้ง 156 แห่งแล้วได้มีมติเห็นชอบให้คณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย ที่มีนายเฉลิมศักดิ์ นามเชียงใต้ เป็นประธาน ไปจัดทำร่างกฎกระทรวงการรวมสถานศึกษาเพื่อการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา ให้แล้วเสร็จโดยเร็วเพื่อนำกลับมาเสนอบอร์ด กอศ.ในวันที่ 7 ธ.ค.54 ก่อนเสนอนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ เพื่อนำเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.)ต่อไป พร้อมกันนี้ที่ประชุมได้มอบหมายให้เลขาธิการ กอศ.รายงานผลการดำเนินงานต่อ นายวรวัจน์ เพื่อรับทราบทุกขั้นตอนด้วย เนื่องจากเป็นนโยบายของนายวรวัจน์2ที่จะผลักดันให้เกิดสถาบันการอาชีวศึกษาได้ทันปีการศึกษา 2555
          สำหรับสถานศึกษาที่ผ่านการประเมินความพร้อมเพื่อจัดตั้งเป็นสถาบันการอาชีวศึกษา 19 สถาบัน ได้แก่ 1. สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 1  ประกอบด้วย วิทยาลัยเทคนิค(วท.)นนทบุรี วท.ปทุมธานี วท.ธัญบุรี วิทยาลัยอาชีว ศึกษา (วอศ.) ปทุมธานี วท.สระบุรี วอศ.สระบุรี วท.พระนครศรีอยุธยา วท.อุตสาหกรรมยานยนต์ วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมการต่อเรือพระนครศรีอยุธยา และวอศ.พระนครศรีอยุธยา 2. สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 2  ประกอบด้วย วท.ชัยนาท วท.ลพบุรี วอศ.ลพบุรี วท.สิงห์บุรี วท.สิงห์บุรี แห่งที่ 2 วอศ.สิงห์บุรี และ วท.อ่างทอง 3. สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 3  ประกอบด้วย วท.ฉะเชิงเทรา วท.จุฬาภรณ์ (ลาดขวาง) วอศ.ฉะเชิงเทรา วท.สมุทรปราการ วท.นครนายก วอศ.นครนายก วท.ปราจีนบุรี วท.บูรพาปราจีน 3 และวท.สระแก้ว 4. สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 4  ประกอบด้วย วท.นครปฐม วอศ.นครปฐม วท.กาญจนบุรี วอศ.กาญจนบุรี วิทยาลัยการอาชีพ (วก.) กาญจนบุรี วท.สุพรรณบุรี วอศ.สุพรรณบุรี วท.ราชบุรี และ วท.โพธาราม ราชบุรี5. สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 5  ประกอบด้วย วท.สมุทรสาคร วท.สมุทรสงคราม วท.เพชรบุรี วอศ.เพชรบุรี วก.วังไกลกังวล ประจวบคีรีขันธ์ วท.ประจวบคีรีขันธ์ และ วก.บางสะพาน ประจวบคีรีขันธ์ 6. สถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 1 ประกอบด้วย วท.สุราษฎร์ธานี วอศ.สุราษฎร์ธานี วท.นครศรีธรรมราช วท.สิชล นครศรีธรรมราช วท.ทุ่งสง นครศรีธรรมราช วิทยาลัยเทคโนโลยี1 อุตสาหกรรมการต่อเรือนครศรีธรรมราช วอศ.นครศรีธรรมราช วิทยาลัยศิลปหัตถกรรมนครศรีธรรมราช วก.นครศรีธรรมราช วท.ชุมพร และ วท.พัทลุง 7. สถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 2 ประกอบด้วย วท.ระนอง วท.พังงา วท.ภูเก็ต วอศ.ภูเก็ต วท.กระบี่ วท.ตรัง และ วก.ตรัง 8. สถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 3  ประกอบด้วย วท.ปัตตานี วอศ.ปัตตานี วก.ปัตตานี วท.ยะลา วอศ.ยะลา วท.หาดใหญ่ วอศ.สงขลา และวท.สตูล 9. สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก ประกอบด้วย วท.ชลบุรี วท.สัตหีบ ชลบุรี วอศ.ชลบุรี วอศ.เทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ชลบุรี วท.ระยอง วท.มาบตาพุด ระยอง วท.บ้านค่ายระยอง วท.จันทบุรี และ วท.ตราด 10. สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1  ประกอบด้วย วท.หนองคาย วอศ.หนองคาย วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมการต่อเรือหนองคาย วก.บึงกาฬ วท.หนองบัวลำภู วท.เลย วอศ.เลย วท.อุดรธานี วอศ.อุดรธานี และ วท.กาญจนาภิเษกอุดรธานี
          11. สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2  ประกอบด้วย วท.สกลนคร วิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการนครพนม วท.บ้านแพง นครพนม และ วก.นวมินทราชินีมุกดาหาร 12. สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 ประกอบด้วย วท.กาฬสินธุ์ วท.มหาสารคาม วอศ.มหาสารคาม วท.ขอนแก่น วอศ.ขอนแก่น วก.ขอนแก่น วท.ร้อยเอ็ด วอศ.ร้อยเอ็ด และวก.ร้อยเอ็ด 13. สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4  ประกอบด้วย วท.อุบลราชธานี วอศ.อุบลราชธานี วท.ศรีสะเกษ วก.ศรีสะเกษ วท.ยโสธร วท.อำนาจเจริญ และ วท.เดชอุดม อำนาจเจริญ 14. สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5  ประกอบด้วย วท.นครราชสีมา วอศ.นครราชสีมา วท.หลวงพ่อคูณ นครราชสีมา วท.สุรนารี นครราชสีมา วท.คูเมือง นครราชสีมา วท.ชัยภูมิ วท.บุรีรัมย์ วท.สุรินทร์ และวอศ.สุรินทร์ 15. สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 1 ประกอบด้วย วท.เชียงใหม่ วอศ.เชียงใหม่ วท.ลำพูน วท.ลำปาง วอศ.ลำปาง และวก.นวมินทราชินีแม่ฮ่องสอน 16. สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 2  ประกอบด้วย วท.เชียงราย วอศ.เชียงราย  วท.กาญจนาภิเษกเชียงราย วท.พะเยา วท.น่าน วท.แพร่ และวอศ.แพร่ 17. สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ  3  ประกอบด้วย วท.พิษณุโลก วอศ.พิษณุโลก วิทยาลัยพณิชยการ (วพณ.) บึงพระพิษณุโลก วท.เพชรบูรณ์ วท.สุโขทัย วอศ.สุโขทัยวท.อุตรดิตถ์ และวอศ.อุตรดิตถ์ 18. สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 4  ประกอบด้วย วท. นครสวรรค์ วอศ.นครสวรรค์ วก.นครสวรรค์ วท. กำแพงเพชร วท.พิจิตร และ วท.อุทัยธานี 19. สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยวท.มีนบุรี วท.กาญจนาภิเษกมหานคร วท.ดอนเมือง วท.ดุสิต วท.ราชสิทธาราม วอศ.เสาวภา วอศ.ธนบุรี วพณ.อินทราชัย วพณ.บางนา วพณ.เชตุพน กาญจนาภิเษก วิทยาลัยช่างทองหลวง และวก.กาญจนาภิเษกหนองจอก.


          --เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 22 พ.ย. 2554 (กรอบบ่าย)--


 


**http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=25750&Key=hotnews


 


********************************


****************



 


 

โดยคุณ in [ 2010-03-05 ] ตอบ 335
คำเตือนเกี่ยวกับการใช้สมุดเยี่ยมชม


[ ปิดหน้านี้ ]